เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พิชัย คาดสหรัฐเก็บภาษีไทยไม่ถึง 36% พร้อมเล็งขยายฐานภาษี

30 เม.ย. 2568 | 21:07น.
นายพิชัย ชุณหวชิร

นายพิชัย ชุณหวชิร

พิชัยคาดสหรัฐเก็บภาษีตอบโต้ไทยไม่ถึง 36% เผยแผนนำเข้าสินค้าเกษตร เพิ่มกำลังผลิตดันอาหารแปรรูปส่งออก พร้อมเล็งขยายฐานภาษีเพิ่มรายได้

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับโจทย์ในการเจรจาสหรัฐอเมริกาที่ตั้งไว้คือ เรื่องของการขาดดุลทางการค้า โดยประเทศไทยต้องเตรียมการเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่านโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในอัตราที่ 36% ยังไม่ใช่กำแพงภาษีที่เป็นข้อสรุปสุดท้าย ซึ่งต้องรอการเจรจาก่อน เนื่องจากสินค้าประเภทเดียวกันควรจะเก็บในอัตราเดียวกัน ซึ่งจะต้องดูเป็นรายสินค้า

เนื่องจากไทยอยู่ระหว่างตั้งหลัก ว่าจะนำเข้าสิ่งที่ไทยยังขาดแคลนอย่างสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด ซึ่งต้องซื้อในราคาที่ยอมรับได้และมีคุณภาพ เพื่อสร้างสมดุลการค้า ลดแรงกดดันจากดุลการค้าเกิน ขณะที่ไทยเองมีความสามารถในการแปรรูป ซึ่งขณะนี้ใช้กำลังการผลิตด้านอาหารเพียง 60-70% เท่านั้น หากนำเข้าวัตถุดิบที่เหมาะสมได้จะช่วยกระตุ้นการผลิตและส่งออก

“เรื่องก๊าซธรรมชาติมีการเจรจาจบแล้ว เริ่มซื้อก๊าซธรรมชาติแล้ว 1 ล้านตันในระยะ 5 ปี ซึ่งไทยควรเร่งทบทวนสินค้าที่ไม่ยอมให้มีการนำเข้า รวมทั้งป้องกันไม่ให้สินค้าที่เทคโนโลยีต่ำเข้าประเทศไทย” นายพิชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินในประเทศ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และ Nonbank เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน เนื่องจากหากภาคประชาชนสามารถเคลียร์หนี้ได้เร็วขึ้น จะส่งผลดีต่อการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

โดยปัจจุบันไทยมีการขาดดุลงบประมาณแผ่นดินคิดเป็น 4.5% ต่อจีดีพี ทำให้ต้องลดรายจ่ายประจำลง และเพิ่มรายได้จากโครงสร้างภาษี 17% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันบางปีเก็บแค่ 13.8% ของฐานภาษี และบางอย่างไม่ได้เก็บภาษีเลย ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยในตอนนี้ไม่สอดคล้องกับรายได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น จึงจะต้องปรับขยายฐานภาษี และหาโครงการใหม่เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มการจับจ่ายใช้สอย เพื่อนำเงินภาษีไปพัฒนาระบบต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ

ขณะที่ภาคการเกษตรมองว่าควรลดพื้นที่ปลูกข้าว 15 ล้านไร่ เปลี่ยนเกษตรกร 20 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำ ไปปลูกพืชอื่นที่สามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น นำนวัตกรรมมาบริหารจัดการเกษตรครบวงจร ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ ในเรื่องการให้สิทธิการเช่าแก่คนต่างชาติ 99 ปี มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ในการดึงนักลงทุนต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้ ตัวเลขส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 3 เดือนแรกปี 2568 เติบโต 4 แสนล้านบาท คิดเป็น 92%