แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 ย้ำทุกหน่วยงานเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเบิกไปแล้ว 34% พร้อมเร่งกระทรวงพาณิชย์ ติดตามดูแลราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลไม้กำลังล้นตลาด เข้มงวดการสวมสิทธิสินค้าไทย นอมินี ทบทวนเงือนไขการลงทุน ด้าน “พาณิชย์” เผยทิศทางการขับเคลื่อนการค้าด้วยเทคโนโลยีพร้อมรับมือความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.30 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยราชการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ 40 ท่าน โดยการจัดประชุมกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม และการประชุมครั้งต่อไปนั้น คาดว่าจะเป็นกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ระบุก่อนการประชุมว่า การประชุมหารือกับหัวหน้าหน่วยงานราชการ ซึ่งก็เป็นการประชุมต่อเนื่องและได้มีข้อเสนอจากหน่วยงานราชการซึ่งก็เป็นประโยชน์ ซึ่งก็มอบหมายให้ทุกหน่วยงานนั้นช่วยขยายผลให้มากขึ้น เช่น การขยายผลเรื่องของช่องทางการร้องเรียนการทำงานของรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ การส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น

ขณะที่หน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้มีการหารือ โดยให้ติดตามดูแลป้องกันการสวมสิทธิการส่งออกสินค้าไทย การแก้ไขปัญหาเรื่องของธุรกิจนอมินี ซึ่งขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขโดยเฉพาะเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบ ให้มีการคุมเข้มและเข้มงวดกันให้มากขึ้น อีกทั้งการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า การติดตามเรื่องของการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรไทย เพราะสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาต่ำลงกว่าทุก ๆ ปี
“ผลผลิตผลไม้ปีนี้คาดว่าจะล้นตลาดในหลายชนิด ซึ่งก็ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานราชการ ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา หากจะมีการเข้ารับซื้อสินค้าเกษตรก็ขอให้หารือกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตอนนี้จำเป็นจะต้องเร่งทำแผนแก้ไขปัญหา การกระจายสินค้า การเข้าไปรับซื้อจากภาครัฐและเอกชน หากขาดเหลืออะไรให้เร่งพิจารณาแก้ไข ต้องการให้บริโภคสินค้าไทย สินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ”
อย่างไรก็ดี การดูแลราคาสินค้าเกษตรจำเป็นต้องหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือและพยุงราคาให้เกิดเสถียรภาพ โดยต้องการให้มีการตัดพ่อค้าคนกลาง เพื่อป้องกันการกดราคารับซื้อ กดราคาสินค้าเกษตร ซึ่งก็พร้อมให้ความร่วมมือหากติดปัญหาก็พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือ โดยให้เร่งทำแผนเสนอเข้ามาได้ ส่วนโครงการ Thai SELECT ก็ต้องการให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ในการใช้สินค้า วัตถุดิบของไทย ขณะที่การรับมือ ทรัมป์ 2.0 ก็ให้พยายามเร่งใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ให้เกิดประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลด้านการส่งออกของประเทศ
นอกจากนี้ ยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ได้มีการทบทวนเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งแรงงานไทย การใช้วัตถุดิบในประเทศ อีกทั้งยังต้องการให้หน่วยงานราชการเปิดบริการ One Stop Service หรือศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ โดยขอให้ทุกหน่วยงานนั้นสามารถเปิดให้บริการให้เบ็ดเสร็จที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวก ช่วยลดขั้นตอน ประหยัดเวลาให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน
สำหรับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงบประมาณชี้แจงว่า หน่วยงานภาครัฐได้เดินหน้าเร่งเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วประมาณ 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 34% ของงบฯลงทุนทั้งหมด ซึ่งแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ต้องการให้ดีขึ้นกว่านี้ โดยขอให้ทุกหน่วยงานในการเร่งเบิกจ่ายในการลงทุน หากติดปัญหาอะไรก็ให้เร่งชี้แจงเข้ามา
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วงปี 2567-2568 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2568 ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 29,548 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 17.8% และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9
สำหรับภาพรวมปี 2567 การส่งออกมีมูลค่า 300,529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม) การส่งออกมีมูลค่า 81,532 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.2% ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีเกินดุลการค้า 1,081 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,705 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เตรียมแนวทางรับมือกับความท้าทายของบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กร เพื่อสามารถให้บริการประชาชนในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร รวมทั้งภัยคุกคามจากนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สำหรับความท้าทายระหว่างประเทศได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งได้ดำเนินงานเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในรูปแบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับทั้งภาครัฐและเอกชนของสหรัฐ
โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมถึงรับฟังปัญหาและข้อกังวลของภาคเอกชน ตลอดจนชี้แจงจุดยืนของไทยอย่างเป็นทางการ และยังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 ฝ่าย (กกร.) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและวางท่าทีร่วมกันในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง
และในการประชุมครั้งนี้ได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน รวมถึงส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนในสหรัฐเพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อาทิ การใช้ระบบสารบัญอิเล็กทรอนิกส์ในการรับ-ส่งเอกสารภายในและภายนอกหน่วยงาน ซึ่งส่งผลให้สามารถลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,000 รีมต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทำงานได้มากกว่า 26 ตันต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานสู่ระบบราชการสีเขียว (Green Government)
และยังมีแผนเปิดตัว “Super App” ซึ่งจะรวบรวมบริการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดไว้ในแอปพลิเคชั่นเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการติดต่อกับภาครัฐ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการของภาครัฐไปอีกขั้น รวมถึงเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “MOC Go” ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่
โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามสถานะของผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อจับคู่ทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบ Generative AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ตอบคำถามเชิงกลยุทธ์ และช่วยในการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ