Skip to content

รื้อทุกแผนเพิ่ม พื้นที่การคลัง บี้ภาษี-โยกงบฯ-ปรับมาตรการกระตุ้น

11 พ.ค. 2568 | 08:16น.
รื้อทุกแผนเพิ่ม พื้นที่การคลัง บี้ภาษี-โยกงบฯ-ปรับมาตรการกระตุ้น

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะมีการทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือผลกระทบจากนโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

“พื้นที่การคลัง” เหลือน้อย

โดยช่วงที่ผ่านมา ถ้าสังเกตจะเห็นถึงการขับเคลื่อนทางการคลัง ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการที่ต้อง “ตุนกระสุน” ไว้รับมือผลกระทบที่อาจจะรุนแรง

เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน “สถานะทางการคลัง” ของประเทศไทย ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากผ่านมาครึ่งปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.67-มี.ค. 68) พบว่า รัฐบาลมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณไปแล้ว 628,753 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 368,403 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 141.5% ขณะที่เงินคงคลังปลายงวดเหลืออยู่ที่ 215,366 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 159,377 ล้านบาท หรือลดลง 42.5%

ซึ่งเป็นไปตามภาพรวมการจัดเก็บรายได้ครึ่งปีที่ “ปริ่มเป้า” และสิ่งที่เป็นห่วงก็คือ ภาพรวมของ 3 กรมจัดเก็บ (สรรพากร, สรรพสามิต และศุลกากร) จัดเก็บรายได้รวมกันต่ำกว่าเป้าไป 15,399 ล้านบาท

ส่วนสถานการณ์ด้านหนี้สาธารณะ แม้ล่าสุดระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2568 จะอยู่ที่ 64.42% ของ GDP แต่ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่ทำไว้เดิม ก็คาดว่าจะขึ้นไปที่กว่า 69% ในปีงบประมาณ 2571-2572 อย่างไรก็ดี หาก GDP โตต่ำกว่าคาด และเศรษฐกิจไทยเจอผลกระทบจนต้องก่อหนี้เพิ่ม หนี้สาธารณะก็จะชนเพดาน 70% เร็วขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยถูกแรงกดดันมากขึ้น จากการปรับมุมมองเครดิตประเทศเป็น “แนวโน้มเชิงลบ” จาก “มูดีส์”

ทำให้รัฐบาลต้องหาหนทางในการเพิ่ม “พื้นที่ทางการคลัง” หรือ “Fiscal Space” และทำให้เห็นถึงแผน “Fiscal Consolidation” หรือ “การลดระดับการขาดดุลให้กลับสู่ระดับปกติ”

จ่อรื้อภาษี-ปรับแผนการคลังใหม่

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็คงจะต้องนำไปสู่การปรับรื้อ “แผนการคลังระยะปานกลาง” อีกรอบ จากแผนปัจจุบันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา

รูปธรรมที่ชัดเจน สะท้อนจากการที่รัฐบาลต้องอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกดิ่งหนัก ในการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินอีกลิตรละ 1 บาท ซึ่งมีผลมาตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา

โดยอธิบดีกรมสรรพสามิต “กุลยา ตันติเตมิท” ยืนยันว่า จะไม่กระทบราคาขายปลีก เพราะมีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มเดือนละ 2,900 ล้านบาท หรือปีละ 34,800 ล้านบาท ช่วยโปะรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีรถยนต์ที่ต่ำกว่าประมาณการค่อนข้างมาก จากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นการออกมาโยนหินถามทางในหลาย ๆ เรื่องของ “พิชัย” รองนายกฯและ รมว.คลัง ทั้งการออกกฎหมายพิเศษกู้เงินเพิ่มเติมอย่างน้อย 500,000 ล้านบาท, การขยับเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นกว่า 70% ของ GDP, การปรับวิธีเก็บภาษีผู้ประกอบการที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จากเดิมหากไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบเหมาจ่าย

ซึ่งเรื่องนี้ขุนคลัง “พิชัย” ก็โยนไอเดียออกมาว่า อาจจะเก็บ VAT กลุ่มดังกล่าวที่ 1% โดยคาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มราว 200,000 ล้านบาทต่อปี

กราฟิก รับมือภาษีทรัมป์

ปรับรายจ่าย-โยกงบประมาณ

ขณะที่ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็มีการทำงานร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อปรับแผนการใช้งบประมาณปี 2568 เพื่อดึง “งบฯเหลื่อมปี” มาทำโครงการลงทุนเร่งด่วนในช่วงปลายปีนี้ ส่วนงบประมาณปี 2569 ก็ต้องไปปรับกันในชั้นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ เมื่อเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว

รวมถึงช่วงที่ผ่านมา ก็มีเสียงจาก “นายกรัฐมนตรี” ที่กำชับเรื่องการขอใช้งบฯกลาง ให้เน้นเรื่องที่มีความจำเป็นด้วย

รื้อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ-แจกเงิน

ล่าสุด “พิชัย” เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อแจ้งให้รับรู้ว่าจะมีการปรับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้แต่ละหน่วยงานทำการบ้านมา ส่วนเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ 157,000 ล้านบาท ต้องพิจารณาความจำเป็นอีกครั้งว่าจะนำไปใช้ในด้านใด และปรับการใช้เงินอย่างไร

“ต้องไปดูว่าโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตจะเอายังไง จะปรับอย่างไร กรรมการทุกคนรับรู้ว่าจะมีการปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต่างคนก็ต่างไปทำการบ้านกันมา”

ทั้งนี้ การทบทวนมาตรการ จะหันมาเน้นเรื่องภาพรวมการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งในด้านงบประมาณ การส่งออก การขยายฐานภาษี และโครงการต่าง ๆ ที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมไบโอก๊าซ โดยการสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพ ที่ผลิตไฟฟ้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ อย่างหญ้าเนเปียร์หรือข้าวโพด รวมถึงพิจารณาแผนการเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวโพด เนื่องจากประเทศมีความต้องการข้าวโพดปีละ 4.5 ล้านตัน และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้น้ำในภาคเกษตรกรรมและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

ขุนคลังบอกด้วยว่า อาจต้องเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐจะเข้าไปช่วยในเรื่องดอกเบี้ย เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง ผ่านการหารือกับสถาบันการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ด้าน “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป้าหมายในการใช้เงินรอบนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ประคอง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากที่สุด

“เราไม่อยากให้จีดีพีโตแค่ 2.1% ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการ โดยจะใส่ความพยายามให้เศรษฐกิจโตลดลงจาก 3% ให้น้อยที่สุด”