เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
Finance เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
เศรษฐกิจภูมิภาค ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
Finance SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
Politics ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
Finance อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
ดูทั้งหมด

สงครามโซเชียล ถล่ม ท่องเที่ยว ทุบเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสุดท้าย

10 พ.ค. 2568 | 06:02น.
สงครามโซเชียล ท่องเที่ยว

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา “นักท่องเที่ยวจีน” เป็นตลาดที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย

การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งเชิงจำนวนสูงถึงราว 27-28% อย่างชัดเจนในตอนนี้จึงสร้างความวิตกให้กับภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างหนัก แม้จะมีตลาดระยะไกล หรือ Long Hual ในฝั่งอย่างยุโรปและตะวันออกกลางที่เติบโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทดแทนได้

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ถูกมองว่า “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และนำเงินเข้าประเทศของไทยกำลังจะดับลง หากรัฐบาลไม่รีบแก้ไขแบบเร่งด่วน

ข่าวลบท่วม-รัฐขยับตัวช้า

แหล่งข่าวภาคธุรกิจท่องเที่ยวรายหนึ่งวิเคราะห์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวจีนนั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ตั้งแต่มีกระแสหนังจีนชื่อดัง “No More Bets” ที่ทำให้คนจีนกลัวที่จะมาเที่ยวไทย แล้วอาจถูกลักพาตัวไปปล่อยพม่า หรือกัมพูชาเหมือนในหนัง

และซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์กราดยิงที่ศูนย์การค้าพารากอน ต่อเนื่องมาถึงข่าวลักพาตัวนักแสดงจีน ข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้กลายเป็นคำถามที่สะสมมานาน จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย

จากที่เคยมาเที่ยวไทยเดือนละ 7-8 แสนคน ตกลงมาอยู่ในระดับแค่ราว 3 แสนคนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หรือลดลงราว 50% และน่าจะยังอยู่ในระดับนี้ต่อเนื่องอีกในเดือนพฤษภาคมนี้

“การถูกถล่มด้วยสื่อโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเชิงลบไปทั่วประเทศจีน ทำให้คนจีนไม่เชื่อมั่น ไม่มาเที่ยวไทย บริษัททัวร์ในจีนก็ยกเลิกการขายแพ็กเกจและทำชาร์เตอร์ไฟลต์ แล้วเบนเข็มไปขายตลาดญี่ปุ่นและเวียดนามแทน”

สอดรับกับ “ธเนศ ศุภรสหัสรังสี” นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี ที่บอกว่า ต้องยอมรับว่าภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยไม่ดีมาสักพักใหญ่แล้ว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของไทย

“ที่ผ่านมารัฐบาลขยับตัวช้า แก้ไขข่าวเชิงลบไม่สอดรับกับเหตุการณ์ กลายเป็นปัจจับลบที่ถาโถมเข้ามาต่อเนื่อง และยิ่งส่งผลกระทบหนัก ตอนนี้ตัวเลขจีนหายไปเกือบครึ่ง จากที่เคยหายไปแค่กลุ่มกรุ๊ปทัวร์ ตอนนี้กลุ่มเอฟไอที หรือกลุ่มที่เดินทางเองก็ลดลงเช่นกัน”

เช่นเดียวกับ “ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ที่ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ก่อนหน้านี้ว่า ตอนนี้กระแสความนิยมประเทศไทยของคนจีนลดลงอย่างชัดเจน จากที่เคยติดจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 ในช่วงก่อนโควิด ปลายปีที่แล้วตกมาอยู่อันดับ 5 และเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมาร่วงไปอยู่อันดับ 7

สะท้อนชัดเจนว่ากระแสความไม่ปลอดภัยและประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะข่าว “ทุนจีนเทา” ที่ลามไปในทุกวงการ และหนักจนทำให้บรรยากาศตอนนี้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

จับตาโลว์ซีซั่นยุโรป/อินเดีย-ปากีฯ

“ดร.อดิษฐ์” ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ไม่เพียงแต่ตลาดจีนเท่านั้นที่ชะลอตัวหนัก ตลาดหลักอย่างเกาหลีใต้ก็ลดลงเช่นกัน และที่น่าเป็นห่วงคือตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ตลาดระยะไกล หรือ Long Haul เข้าสู่โลว์ซีซั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว Long Haul อีกตลาดแน่นอน

ไม่เพียงเท่านี้ ประเด็นความขัดแย้งของสงครามอินเดียและปากีสถานกำลังจะกลายเป็นปัจจัยลบตัวใหม่สำหรับตลาด Long Haul ซึ่งเบื้องต้นทำให้สายการบินเส้นทางจากยุโรป ตะวันออกกลาง ต้องบินอ้อม ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวแล้ว

“จากการมอนิเตอร์ผลกระทบจากสงครามอินเดีย-ปากีสถานของสมาคมแอตต้าพบว่า เริ่มมีกรุ๊ปอินเซนทีฟเลื่อนการเดินทางและชะลอการเดินทางแล้ว”

รับติดหล่มสงครามโซเชียล

“ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับว่าสถานการณ์ของภาคการท่องเที่ยวในวันนี้อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะมีปัจจัยเรื่องความเชื่อมั่น ความหวาดระแวง ปรากฏเป็นข่าวเชิงลบบนโลกออนไลน์ถาโถมเข้ามาเต็มไปหมด

“หลาย ๆ เรื่องที่สื่อสารออกไปทำให้เกิดกระแสเชิงลบ เมื่อถูกเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลไปอย่างรวดเร็ว เราตามแก้ไม่ทันก็กลายเป็น Big Issue ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ฆ่า LGBTQ ทุนจีนเทา ฯลฯ

เรียกว่าทุกประเด็น ทุกกระแส ล้วนทำให้การบริหารจัดการยากทั้งสิ้น

เร่งปลุกตลาดจีนโดยด่วน

“ฐาปนีย์” บอกว่า ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รับทราบทุกเรื่อง และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็พยายามร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขต่อเนื่อง พร้อมทั้งทำให้เห็น KPI ในแต่ละเรื่อง ว่าแต่ละปัญหาจะแก้ไขอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมานานของตลาดจีน ททท.ได้จัดทำโครงการกระตุ้นแบบเร่งด่วนผ่านโครงการ “สวัสดี หนีห่าว” ในช่วงวันที่ 29-31 พฤษภาคมนี้ โดยจัดเมกะแฟมทริป เชิญบริษัททัวร์จากทุกมณฑล (30 มณฑล) จากจีนรวม 300 คน และสื่อมวลชน KOL อีก 200 คน มาสำรวจบรรยากาศและสินค้าการท่องเที่ยวของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยให้กลับมาอีกครั้ง

และให้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มาเปิดงาน และจัดให้มีฟอรั่มร่วมพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้ข้อมูลว่ารัฐบาลไทยได้บริหารจัดการข้อกังวลต่าง ๆ ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนอย่างไรบ้าง รวมถึงนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังมีแผนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจีน มาร่วมงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 50 ปี ไทย-จีน ในเดือนกรกฎาคม 2568

หลังจากนั้น ยังมีแผนเชิญบริษัททัวร์ทั่วประเทศจีน พร้อมสื่อ และ KOL จีนราว 500-600 คนมาเข้าร่วมงานส่งเสริมการขาย Thailand Travel Mart Plus 2025 (TTM+ 2025) ช่วงวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568

“ยอมรับว่าการบริหารจัดการสถานการณ์ในช่วงนี้เป็นเรื่องยากมาก การออกมาตรการกระตุ้นไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องทำในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล” ฐาปนีย์ย้ำ

ของบฯ อัดฉีด “ชาเตอร์ไฟลต์”

นอกจากนี้ ททท.ยังได้เตรียมของบฯ 3,500 ล้านบาทจากรัฐบาล สำหรับกระตุ้นตลาดทั้งต่างประเทศและภายในประเทศผ่าน 3 โครงการหลัก ได้แก่ 1.โครงการ Joint Promotion กับสายการบิน ด้วยการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเที่ยวบินประจำ (Regular Flight) บางส่วน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน

2.โครงการ Joint Promotion กับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เพื่อเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง โดยร่วมกับโอทีเอรายใหญ่ให้ครอบคลุมการทำตลาดทั่วโลก และ 3.โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

“ฐาปนีย์” ย้ำอีกว่า กระสุนที่มีอยู่ตอนนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ 1.ทำอย่างไรให้หยุดการลดลงของตลาดหลัก และ 2.บริหารความเสี่ยงของเที่ยวบิน รวมถึงทำแคมเปญร่วมกับโอทีเอต่าง ๆ เพื่อดึงกลุ่ม FIT

“สรวงศ์” ยันรายได้ 4 เดือนโต

ด้าน “สรวงศ์ เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการรายงานข่าวในสื่อโซเชียลทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งจัดการ และเจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

โดยจากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-28 เมษายน 2568 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 9.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สะท้อนว่า แม้นักท่องเที่ยวจีนจะชะลอตัว แต่ในภาพรวมแล้วการท่องเที่ยวของไทยยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา มาชดเชยได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดจีนที่ถือเป็นตลาดใหญ่นั้น กระทรวงเตรียมหารือกับทูตจีนภายในสัปดาห์หน้า พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอจากภาคเอกชน ที่เสนอให้เชิญรัฐมนตรีท่องเที่ยวจีนร่วมฟื้นภาพลักษณ์ประเทศไทย

รวมทั้งเดินหน้าปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนสีเทาอย่างต่อเนื่อง และก็คาดหวังว่าการนำระบบใบ ตม.6 ออนไลน์มาใช้เมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะช่วยยกระดับความปลอดภัย และช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงที่จะเข้ามาสร้างปัญหาได้ดีขึ้น

ปรับลดเป้าจำนวน-รายได้

สำหรับในส่วนของเป้าหมายนักท่องเที่ยวและรายได้การท่องเที่ยวปี 2568 นั้น ล่าสุด ททท.ได้ปรับลดเป้าแล้ว โดยคาดว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35.5 ล้านคน (เป้าเดิม 38 ล้านคน) ใกล้เคียงกับปี 2567 สร้างรายได้ราว 1.83 ล้านล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย 205 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1.17 ล้านล้านบาท

รวมรายได้จากการท่องเที่ยวไทยปี 2568 ที่ 3 ล้านล้านบาท เท่ากับปี 2562 ก่อนโควิดระบาด

สำหรับนักท่องเที่ยวจีนนั้น ประเมินว่าในกรณีเลวร้ายสุดคือ สถานการณ์ไม่ดีขึ้นและมีปัจจัยควบคุมไม่ได้มากกว่าเดิม จะทำได้ที่ 4.5 ล้านคน แต่หากสถานการณ์ยังสามารถดึงบรรยากาศความเชื่อมั่นกลับมาได้ น่าจะผลักดันไปถึงจำนวน 6.7 ล้านคน เท่าปี 2567

โดยล่าสุดพบว่าจำนวนที่นั่งสายการบินเส้นทางจีนเข้าไทยลดลงเหลือเพียง 7.9 ล้านที่นั่งต่อปี จากจำนวน 8.8 ล้านที่นั่งต่อปี เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา และ Sentiment ยังอยู่ในแนวลบต่อเนื่อง

นี่คือ “ความท้าทาย” และ “โจทย์สำคัญ” ที่จะวัดขุมพลังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ “การท่องเที่ยว” ยังมีศักยภาพในการแข่งขัน และเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามเป้าหมายต่อไป