เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

โตจากภายใน-โตไปด้วยกัน : โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจไทยกระจายโอกาส-มีส่วนร่วม

14 พ.ค. 2568 | 11:51น.
โตจากภายใน-โตไปด้วยกัน : โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจไทยกระจายโอกาส-มีส่วนร่วม
คอลัมน์ : เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ผู้เขียน : ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ

ในปี 1962 Alexander Gerschenkron นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตีพิมพ์หนังสือชื่อ Economic Backwardness in Historical Perspective ซึ่งเล่าเรื่องราวของระบบเศรษฐกิจที่สามารถวิ่งไล่ทันประเทศพัฒนาแล้วอย่างปาฏิหาริย์ อาทิ ประเทศเยอรมันและฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย Gerschenkron ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่เศรษฐกิจเหล่านี้มีคล้ายคลึงกันคือโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนให้ธุรกิจใหญ่เป็น ‘หัวหอก’ นำการเติบโตของประเทศ

เศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ 1980s เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากโมเดลการเติบโตนี้ เช่นเดียวกับประเทศละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1970s อย่างไรก็ดี หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 1997 หรือวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนของละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1990s จะสังเกตว่าไทยและประเทศที่ใช้โมเดลนี้อีกหลายประเทศ ‘โตได้ไม่ดีเหมือนเดิม’

อีกหนึ่งระบบเศรษฐกิจที่เลือกใช้โมเดลการเติบโตนี้ คือเกาหลีใต้ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960-80 เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขับเคลื่อนโดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘แชโบล’ โดยแชโบลเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งการเติบโตภายในกลุ่มแชโบลผลักดันให้เศรษฐกิจเกาหลีเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถเลื่อนขั้นจากประเทศรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศรายได้สูงในปี 1995 จนกระทั่งเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินเอเชียในปี 1997

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เกาหลีใต้จะเติบโตด้วยโมเดลเดียวกับเรา และเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจคล้ายกับเรา แต่เขาสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เร็ว และก้าวขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและโดดเด่นได้ในปัจจุบัน (รูปที่ 1) ปัจจัยอะไรที่อยู่เบื้องหลัง ‘ทางแยก’ ระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเกาหลีใต้ และเกาหลีใต้ปรับกลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร มาร่วมหาคำตอบร่วมกันในบทนี้ครับ

รูปที่ 1 GDP ต่อหัวของประเทศไทยและเกาหลี 1980-2020 (คำนวณ ณ ราคาคงที่, 2017 USD PPP, 1980=1)

ที่มา : International Monetary Fund

ทางแยกระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเกาหลีใต้-การปฏิรูปเศรษฐกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997

กลุ่มธุรกิจแชโบลเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในช่วงปี 1960s ถึงช่วงครึ่งแรกของปี 1990s ในช่วงปี 1960s-70s รัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินนโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก โดยมีกลุ่มธุรกิจแชโบลเป็นศูนย์กลาง รัฐบาลประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการเติบโตของแชโบลในภาคอุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์ รวมถึงให้เงินช่วยเหลือกับธุรกิจแชโบลเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันโลกในปี 1973

ต่อมาในปี 1980s มีการเปิดเสรีทางการเงินและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกลุ่มสถาบันการเงิน จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจแชโบลเข้ามาถือครองหุ้นส่วนของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงให้สินเชื่อสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจแชโบล นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังสนับสนุนให้บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจแชโบลเข้าถึงสินเชื่อผ่านการค้ำประกันร่วมและการให้ทุนอุดหนุนภายในกลุ่มธุรกิจแชโบล ส่งผลให้สินเชื่อที่สถาบันการเงินให้แชโบลปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเติบโตของกลุ่มธุรกิจแชโบลขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี โมเดลการเติบโตโดยอาศัยแชโบลอาจเหมาะสมกับการไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วถ้าตามหลังอยู่ไกล แต่อาจไม่สามารถรักษาความเร็วไว้ได้ในระยะยาว กลุ่มธุรกิจแชโบลมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะสกัดกั้นไม่ให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กเข้าสู่ตลาด ขณะที่สถาบันการเงินและผู้ดำเนินนโยบายก็ให้การสนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ดำเนินนโยบายในขณะนั้นไม่เปิดรับกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ โดยจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติไว้เพียง 26% ของส่วนของทุน จึงมีไม่มีการแข่งขันจากบริษัทต่างประเทศ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997-1998 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้หดตัว 5.1% ในปี 1998 จาก 7.9% ในปี 1996 โดยเฉพาะวิกฤตส่งผลกระทบต่อธุรกิจแชโบลอย่างหนัก ส่งผลให้กลุ่มบริษัท Daewoo ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของกลุ่มแชโบลประกาศล้มละลายในปี 1999

วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997-98 เปรียบเสมือนจุด Reset ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ผู้ดำเนินนโยบายเกาหลีใต้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้เงื่อนที่ว่าผู้ดำเนินนโยบายจะต้องสนับสนุนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน

Haggard et al. (2003) อธิบายว่าผู้ดำเนินนโยบายปรับปรุงกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการค้า ทั้งกฎหมายที่กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจของกลุ่มแชโบล รวมถึงปรับปรุงนโยบายสนับสนุนการแข่งขันทางการค้าในภาพรวม โดยชี้ว่ารัฐบาลออกประกาศเพื่อปรับปรุงกฎหมาย (Corrective Orders) ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้าในช่วงปี 1998-2000 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากช่วงก่อนวิกฤต สำหรับภาคการเงิน Chang (2003) ชี้ว่าผู้ดำเนินนโยบายยกเลิกการค้ำประกันกลุ่มภายในกลุ่มธุรกิจแชโบล และปรับปรุงกฎระเบียบในการเปิดเผยงบการเงินของบริษัทเอกชนและสถาบันการเงินให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

การปฏิรูปส่งผลให้เกิดการปรับสมดุลภายในระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยงานของ Aghion Guriev and Jo (2021) ศึกษาข้อมูลระดับบริษัทของภาคการผลิตในเกาหลีใต้ก่อนและหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่าหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ ธุรกิจนอกกลุ่มแชโบลสามารถเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้นและออกจากตลาดน้อยลง

นอกจากนี้ การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้สมดุลขึ้นยังเอื้อให้ธุรกิจนอกกลุ่มแชโบลมีส่วนร่วมกับการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยธุรกิจนอกกลุ่มแชโบลมีผลิตภาพรวมและผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และจดทะเบียนสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ในปี 2015 ธุรกิจเกาหลีใต้ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรกับ The US Patents and Trademarks Office มากกว่าเยอรมนีถึง 30% แม้ว่าจะมีประชากรน้อยกว่าเยอรมนีกว่าครึ่งหนึ่ง

การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจส่งผลให้เกาหลีใต้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนขึ้น โดยนอกจากคนในระบบเศรษฐกิจจะมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยเมื่อเทียบรายได้ต่อหัวประชากร (มูลค่าคงที่และคิดแบบ Purchasing Power Parity ในหน่วยสกุลดอลลาร์ สรอ.) ในปี 2016 เทียบกับปี 1996 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจะพบว่า เกาหลีใต้เติบโตได้ที่อัตรา CAGR 3.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วที่ 2.0% ขณะที่ผลิตภาพรวมของทั้งประเทศในปี 2016 เติบโตจากปี 1996 ที่อัตรา CAGR 1.4% ซึ่งใกล้เคียงกับ อัตราการเติบโตในช่วง 1977-1996 ที่ CAGR 1.6%

ปรับกลยุทธ์การเติบโตตามระยะห่างจากเส้นพรมแดนทางเทคโนโลยี

ทำไมการปรับกลยุทธ์การเติบโตของเกาหลีใต้จึงประสบความสำเร็จ ? สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การวิ่งไล่ตามการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว (Convergence) จะต้องแบ่งการวิ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ การเติบโตแบบ ‘Outside-In’ และช่วงที่สองคือ ‘Inside-Out’ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 การพัฒนาทางเศรษฐกิจจาก Outside-In สู่ Inside-Out

งานศึกษาของ Acemoglu Aghion and Zilibotti ในปี 2006 อธิบายว่าในระบบเศรษฐกิจโลกมี ‘เส้นพรมแดนทางเทคโนโลยี’ ที่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้นำทางนวัตกรรมเป็นผู้ขีดไว้ สำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังอยู่ห่างไกลจากเส้นพรมแดนทางเทคโนโลยี โมเดลที่เหมาะสมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงแรก คือ การหยิบยืมนวัตกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ

ซึ่งอาจเรียกว่าโมเดล ‘Outside-in’ กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับโมเดลนี้คือการให้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นผู้นำนวัตกรรมเข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะธุรกิจขนาดใหญ่มีเงินทุนและ Connection ซึ่งช่วยให้เข้าถึงนวัตกรรมของประเทศพัฒนาแล้วและนำเข้ามาใช้ได้ง่าย

เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาเข้าใกล้กับเส้นพรมแดนทางเทคโนโลยี จะพบว่าโลกมีนวัตกรรมให้หยิบยืมน้อยลง ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงต้องปรับโมเดลการเติบโตมาสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเรียกว่าโมเดล ‘Inside-out’ ในช่วงนี้ โครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจจะต้องเปิดกว้างและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมทั้งจากธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ มีตลาดที่ให้โอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทรัพยากรและองค์ความรู้ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดนวัตกรรม

เราเห็นตัวอย่างของระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก อาทิ ประเทศในทวีปละตินอเมริกา ที่ไม่สามารถเปลี่ยนโมเดลจาก Outside-in มาเป็น Inside-out ส่งผลให้การเติบโตชะลอลง จนติดกับดักการพัฒนา จึงไม่สามารถไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วได้ทัน

นั่นเป็นเพราะ ‘ผลข้างเคียง’ ของโมเดล ‘Outside-in’ มีเอื้อให้ธุรกิจใหญ่ที่เติบโตเร็วสะสมอำนาจทางเศรษฐกิจที่ปิดกั้นการแข่งขันจากธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น การจูงใจให้ผู้ดำเนินนโยบายออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดของธุรกิจใหม่ การเปลี่ยนโมเดลจาก Outside-in มาเป็น Inside-out จึงทำได้ยาก

Acemoglu et al. (2006) พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขันจะโตช้าลงเมื่อเข้าใกล้เส้นพรมแดนทางเทคโนโลยีของโลก โดยผู้วิจัยศึกษาข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจและสภาวะการแข่งขันใน 42 ประเทศทั่วโลก พบว่าในกลุ่มประเทศที่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง (High Barrier to Entry) ระยะห่างจากพรมแดนทางเทคโนโลยี (วัดจากสัดส่วนรายได้ต่อหัวในปี 1965 ของประเทศต่อรายได้ต่อหัวของสหรัฐอเมริกาในปีเดียวกัน) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยในปี 1965-1995

ในทางกลับกัน ผู้วิจัยไม่พบว่าระยะห่างจากพรมแดนเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดต่ำ สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรมจะสามารถก้าวข้ามกับดักการพัฒนาได้สำเร็จ

‘การเชื่อมต่อ’ และ ‘การแข่งขันอย่างเป็นธรรม’

จะเห็นได้ว่าโมเดลการเติบโตแบบ ‘Inside-Out’ คือ ‘การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม’ นั่นคือคนในระบบเศรษฐกิจไทยทุกภาคส่วน ‘มีส่วนร่วม’ ในการเติบโตทางเศรษฐกิจและได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตอย่างเท่าเทียมขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่และเล็กสามารถเติบโตไปด้วยกัน ช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม

เงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม คือ ธุรกิจสามารถ ‘เข้าถึงทรัพยากร’ และ ‘เข้าถึงตลาด’ ได้อย่างทั่วถึง การเข้าถึงทรัพยากรอันหมายรวมถึงปัจจัยการผลิต วัตถุดิบและเงินทุนเป็นรากฐานของการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว ถ้าเปรียบธุรกิจเป็นนักวิ่งมาราธอน การเข้าถึงทรัพยากรจะเปรียบเสมือนการเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ส่วนการเข้าถึงตลาดคือการมอบโอกาสให้ธุรกิจได้เข้าถึงความต้องการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค และได้เชื่อมต่อกับผู้เล่นรายอื่นในโครงข่ายการผลิต เปรียบเสมือนการได้โอกาสลงแข่งขันและได้เรียนรู้จากนักวิ่งที่มีประสบการณ์สูงกว่า อาจกล่าวได้ว่าการเข้าถึงทรัพยากรและตลาดจะ ‘เพิ่มกำลังในการเติบโต’ ให้กับธุรกิจ
กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์การเติบโตอย่างมีส่วนร่วมและการเพิ่มกำลังในการเติบโตให้กับธุรกิจขนาดเล็ก คือ ‘การเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่’

โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเชื่อมต่อความต้องการสินค้าขั้นสุดท้ายของผู้บริโภค และความต้องการสินค้าขั้นกลางของธุรกิจปลายน้ำในต่างประเทศ เข้ากับผู้ผลิตต้นน้ำภายในประเทศซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก โดยธุรกิจขนาดเล็กจะมีบทบาทในฐานะผู้ผลิตอิสระ หรือผู้รับจ้างผลิต (Subcontracting, Outsourcing) เพื่อจำหน่ายวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลางหรือให้บริการรูปแบบต่าง ๆ แก่ธุรกิจขนาดใหญ่

การเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วย ‘เพิ่มกำลังในการเติบโต’ ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก โดยสร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก ‘เข้าถึงทรัพยากร’ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบที่ส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพภายในห่วงโซ่การผลิต และเข้าถึงเงินทุนในรูปแบบของสินเชื่อการค้า (Trade Credit) และ Supply Chain Financing ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดเล็กยังได้ ‘เข้าถึงตลาด’ ที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจ และได้พัฒนาทักษะแรงงานร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ก็จะได้รับประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้น ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ต้นทุนต่ำกว่าสินค้านำเข้าและไม่ผันผวนตามปัจจัยภายนอก และเข้าถึงนวัตกรรมภายในประเทศที่มีความยั่งยืนกว่า ในระยะยาว ธุรกิจขนาดใหญ่ได้สร้างโอกาสในการหารายได้ให้กับธุรกิจที่เล็กกว่าซึ่งจ้างงานคนส่วนใหญ่ของประเทศคนเหล่านี้คือผู้บริโภคที่จะกลับมาซื้อสินค้าและบริการของธุรกิจขนาดใหญ่ คือแรงงานที่มีส่วนร่วมในการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม

ในทางตรงข้าม หากหันหลังให้กับคนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย ธุรกิจขนาดใหญ่จะสูญเสียโอกาสจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่และมั่นคงกว่าตลาดต่างประเทศ เสียโอกาสทำงานร่วมกับแรงงานภายในประเทศ และเสียโอกาสคิดค้นนวัตกรรม

นอกจากการเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะต้องทำควบคู่กันไปคือการส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม การเตรียมโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกฎกติกาที่ส่งเสริมการแข่งขันจะสร้างเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพัฒนานวัตกรรม และการกระจายผลได้ทางเศรษฐกิจจากการพัฒนานวัตกรรมใหม่ไปยังคนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

โครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเท่าเทียมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การออกแบบและบังคับใช้กฎกติกาในการแข่งขันในระบบตลาด และการออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นของรัฐให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายในการส่งเสริมการแข่งขัน (Competition Advocacy) เช่น การประเมินผลกระทบต่อสภาวะการแข่งขันในตลาดก่อนออกนโยบาย เป็นต้น ทั้งสองส่วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน

สำหรับโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจของไทย เรามีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่เป็นอิสระ และพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่มีขอบเขตของการบังคับใช้ค่อนข้างครอบคลุมทั้ง การป้องกันอิทธิพลเหนือตลาด และการควบรวม แต่การบังคับใช้จริงยังคงเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับระบบเศรษฐกิจไทย การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม ไทยอาจยังไม่มีโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจที่ให้อำนาจคณะกรรมการได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายอื่นให้สอดคล้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน การปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันเพื่อสนับสนุน Competition Advocacy เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมในการแข่งขันที่ครอบคลุมและยั่งยืน

ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม

‘การเชื่อมต่อ’ และ ‘การแข่งขันอย่างเป็นธรรม’ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม ความสัมพันธ์ทั้งสองประการจะเป็นกลไกพื้นฐานของการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปยัง ‘พื้นที่ที่เหมาะสม’ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรคนไปยังงานที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทักษะ จัดสรรปัจจัยการผลิตไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพ และจัดสรรเงินทุนและโอกาสไปให้กับคนไทยอย่างทั่วถึง การเชื่อมต่อทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่และเล็กสามารถทำงานเกื้อกูลกันและเติบโตไปด้วยกันได้ ซึ่งจะเป็นดุลยภาพที่ดีกว่าในระยะยาว

วันนี้ พวกเรายืนอยู่ ณ ทางแยกสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของระบบเศรษฐกิจไทย ทางหนึ่ง เราอาจฝืนใช้โมเดลการเติบโตแบบ Outside-in ต่อไป แต่การปิดกั้นโอกาสในการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม จะทำให้เศรษฐกิจไทยสูญเสียแรงขับเคลื่อนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายระบบเศรษฐกิจของเราอาจล้มเหลวอย่างถาวร ซึ่งจะส่งผลต่อคนไทยทุกคนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในอีกทางหนึ่ง เราสามารถช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปใช้โมเดลการเติบโตแบบ Inside-Out ซึ่งอาจมีต้นทุนอยู่บ้างในระยะสั้น แต่จะคุ้มค่ากับอนาคตที่ดีกว่าของเศรษฐกิจไทยและคนไทยทุกคน

“The only true and sustainable prosperity is shared prosperity”
Joseph E. Stiglitz
Laureate of the Nobel Memorial Prize in Economics (2001)

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน 2565