เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
News สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
Business อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
Business รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
Politics ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
Real Estate คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
Tech TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
Finance CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
Finance ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
ดูทั้งหมด

ถกภาษีเวียดนาม-สหรัฐ ทำไมผลลัพธ์ไม่ดีอย่างที่คาด

21 พ.ค. 2568 | 07:05น.
Vietnam-USA
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

จนกระทั่งถึงตอนนี้ การเจรจาว่าด้วยเรื่องภาษีและการค้าระหว่าง “เวียดนาม” กับ “สหรัฐอเมริกา” ไม่เพียงไม่คืบหน้าไปด้วยดีอย่างที่คิด ยังกลับมีแนวโน้มว่า ทุกอย่างจะลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ย่ำแย่สำหรับประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น ชนิดที่อาจทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียมากที่สุดจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้

สถานการณ์ดังกล่าวของเวียดนามเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพียงแค่การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางประเทศหนึ่ง แต่เวียดนามกลับได้เปรียบดุลการค้าเหนือสหรัฐอเมริกาอยู่มหาศาล เป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐอเมริกามากที่สุดเป็นลำดับ 3 เมื่อเทียบกับทุกประเทศในโลก

ทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดในการนำเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นในจีน เข้ามาประกอบภายในประเทศสำหรับส่งเป็นสินค้าออกไปขายให้กับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ด้วยอีกต่างหาก

ทั้งสองประการนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ทรัมป์และคณะทำงานยึดถือเอาเวียดนามเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในการดำเนินนโยบายภาษีในครั้งนี้

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงมากยิ่งขึ้นก็คือ เวียดนามไม่ได้มีความมั่งคั่งเหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นมี ทั้งยังไม่ได้มีอิทธิพลในระดับโลกเหมือนอย่างที่จีนมี และแม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน แต่อาเซียนเองกลับไม่ได้มีความร่วมมือซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่น เหมือนอย่างที่สหภาพยุโรป (อียู) ต้นแบบในการรวมตัวกันของอาเซียน พยายามดำเนินการในการต่อรองทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา

พูดง่าย ๆ ก็คือ ในขณะที่เวียดนามกลายเป็นชาติที่ตกเป็นเป้าใหญ่ในสงครามภาษี เวียดนามเองกลับไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือใด ๆ ติดตัวอยู่เลย เมื่อต้องเจรจาต่อรองกับทางการสหรัฐอเมริกา

โต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ถือเป็นผู้นำต่างชาติรายแรก ๆ ที่ได้สนทนาโดยตรงกับทรัมป์ผ่านทางโทรศัพท์ เป็นการสนทนาที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาบรรยายไว้ว่า “เป็นผลดีมาก ๆ” พร้อมกับเปิดเผยว่า เวียดนามยินดีที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาลงเป็นศูนย์ ถ้าหากทั้งสองประเทศสามารถบรรลุความตกลงกันได้

เป็นเหตุให้ต่อมา ฝ่ายเวียดนามออกข่าวว่า โต ลัม เตรียมพบหารือกับทรัมป์ในอีกไม่ช้าไม่นาน โดยเวียดนามจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาทั้งหมด โดยหวังว่า สหรัฐจะตอบสนองในทิศทางเดียวกัน แม้ว่าทรัมป์จะไม่เคยรับปากเช่นนั้นเลยก็ตามที

ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงออกมาต่อว่าต่อขานการดำเนินการของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้นำเวียดนามเสนอจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาลงเป็นศูนย์นั้น ปีเตอร์ นาวาโร ที่ปรึกษาอาวุโสทางการค้าของประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีว่า

“ลองดูกรณีของเวียดนาม เมื่อพวกเขามาหาเราแล้วบอกว่า จะทำให้ภาษีเป็นศูนย์ นั่นไม่ได้มีความหมายใด ๆ กับเราเลย เพราะสิ่งสำคัญก็คือ การฉ้อฉลที่ไม่ใช่ภาษีต่างหากที่สำคัญ”

ตัวอย่างของ “การฉ้อฉล” ที่นาวาโรพูดถึงเอาไว้นั้น ถูกขยายความยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเอาไว้ว่า เช่น การเปิดทางให้สินค้าที่ผลิตในจีนเข้ามาสวมสิทธิเป็นสินค้าจากเวียดนาม เพื่อส่งออกมายังสหรัฐอเมริกา, การล่วงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาเรื่องการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจรจาทางการค้าของเวียดนามเดินทางไปยังวอชิงตันอีกครั้ง เพื่อเจรจาต่อรองให้ได้ความตกลง ที่จะส่งผลให้เวียดนามสามารถหลีกเลี่ยง ไม่ตกเป็นเป้าการขึ้นภาษีศุลกากรมหาศาลต่อสินค้าออกของเวียดนามจากทางสหรัฐอเมริกาในทันทีที่สิ้นสุดระยะเวลา “พัก” ชั่วคราว 90 วัน โดยนอกจากจะเสนอลดภาษีให้สินค้านำเข้าจากสหรัฐเป็นศูนย์

และรับปากจะจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น อาทิ เครื่องบินโดยสารจากโบอิ้ง และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แล้ว ยังกระตุ้นให้บริษัทสัญชาติเวียดนามซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

โดยกระทรวงกิจการการค้าของเวียดนามออกมาร้องขอต่อบรรดาโรงงานผลิตสินค้าภายในเวียดนามทุกแห่ง ช่วยกันซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยปรับดุลการค้าให้สมดุลมากยิ่งขึ้น

การตกเป็นเบี้ยล่างในการเจรจาการค้าและภาษีของเวียดนาม สะท้อนออกมาให้เห็นจากการที่บรรดาผู้นำระดับสูงของเวียดนามออกมาโจมตีสหรัฐอเมริกามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่มาของภาษีตามนโยบายของทรัมป์ พร้อมกันนั้น ก็แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่ประเทศอย่างเวียดนามตกเป็น “เครื่องมือ” ของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ซึ่งทำให้ก่อนหน้าที่จะมีการเจรจาต่อรองกันเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยทางการเวียดนามออกมาโจมตีภาษีของทรัมป์ตรง ๆ ว่า “ไม่เป็นเหตุเป็นผล” นายกรัฐมนตรี ฟาม มินห์ ชินห์ ออกมาสำทับซ้ำว่า ภาษีทรัมป์เป็นอันตรายต่อ “ห่วงโซ่อุปทาน” ของโลก ทำให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างเวียดนามต้องเผชิญกับ “สถานการณ์คุกคาม”

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนามตระหนักเป็นอย่างดีว่า นโยบายภาษีของทรัมป์สามารถทำลายโมเดลเศรษฐกิจของเวียดนามไปทั้งหมด บีบบังคับให้เวียดนามต้องหาตลาดทางเลือกเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย หรือส่วนอื่น ๆ ของโลก ซึ่งเวียดนามไม่ได้มีการเตรียมการไว้พร้อมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

นายกรัฐมนตรีเวียดนามอ้างว่า การเจรจาทวิภาคีระหว่างคณะของเวียดนาม กับ เจมีสัน เกรีย ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาและคณะดำเนินไปด้วยดี กระนั้น เวียดนามก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการจากสหรัฐอเมริกา แม้จะ “ทุ่มสุดตัว” เพื่อแลกให้ได้มาก็ตาม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยอมรับจากสหรัฐอเมริกา ว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่นำโดยตลาด (Market Economy) ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อย่างที่สหรัฐยึดถืออยู่ในเวลานี้

คณะทำงานของทรัมป์เตรียมแบ่งกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 18-20 ประเทศ โดยทุกชาติในแต่ละกลุ่มจะใช้ความตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกาฉบับเดียวกัน เป้าหมายก็เพื่อโดดเดี่ยวจีนให้ได้ในที่สุด ปัญหาของเวียดนามในกรณีนี้ก็คือ บรรดาผู้สันทัดกรณี ฟันธงตรงกันว่า เวียดนามไม่น่าจะถูกจัดรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใด ๆ เหล่านั้นได้เลย ทั้งจากลักษณะทางเศรษฐกิจ และความใกล้ชิดกับจีนในเชิงภูมิศาสตร์กับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคต่อพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

ซึ่งนั่นหมายความว่า เวียดนามกำลังสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากไม่สามารถบรรลุความตกลง “พิเศษ” กับสหรัฐอเมริกาได้ ก็อาจกลายเป็นประเทศที่ “ตกขบวน” ไปเลยในสงครามการค้าและภาษีหนนี้