Skip to content

NT อ่วม ปี 2567 ขาดทุน 5.8 พันล้าน 

04 มิ.ย. 2568 | 14:44น.
NT อ่วม ปี 2567 ขาดทุน 5.8 พันล้าน 

NT รายงานผลประกอบการปี 2567 ขาดทุนกว่า 5.8 พันล้านบาท ขณะที่แผนการหาพันธมิตรรองรับธุรกิจโมบายยังไร้ความชัดเจน แถมเหลือคลื่นในมือแค่ 700MHz ย่านเดียว หลังคลื่น 850 2100 2300MHz ทยอยหมดอายุแล้ว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า บริษัท โทรคมนาคมแหงชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้ส่งรายงานงบการเงินปี 2567 เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 82,741 ล้านบาท ขาดทุนเบ็ดเสร็จ 5.85 พันล้านบาท โดยผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีรายได้รวม 85,502 ล้านบาท ขาดทุน 1.72 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานข้างต้นยังไม่ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ NT กำลังเผชิญ จากสิทธิในการถือครองคลื่นความถี่ ทั้งคลื่น 850, 2100 และ 2300MHz ที่กำลังจะหมดอายุในเดือน ส.ค. 2568 นี้ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของ NT อย่างแน่นอน เพราะจะเหลือคลื่นในมือเพียงย่านเดียว คือ 700MHz

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้นำคลื่นดังกล่าวมาจัดสรรใหม่ด้วยการเปิดประมูลใหม่ในวันที่ 29 มิ.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ โดยมีผู้ที่เข้ามายื่นซองประมูลเพียงสองรายคือ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด

ก่อนหน้านี้ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวถึงทิศทางธุรกิจโมบายในปี 2568 ว่าจะโฟกัสไปที่การให้บริการ 4G เพราะยังมีประชาชนจำนวนมากพอใจ และมองว่า 4G เพียงพอต่อการใช้ดาต้าสำหรับงานทั่วไป รวมไปถึงลูกค้ากลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ก็ยังมีอีกมากที่ไม่ได้ใช้ 5G

โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีรายได้จากธุรกิจโมบายราว 4.5 หมื่นล้านบาท และประเมินว่าเมื่อคลื่นหมดอายุลงในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะทำให้รายได้ลดลงเหลือ 3.8 หมื่นล้าน ยังถือว่าลดลงไม่มาก เพราะแค่ 4 เดือน แต่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 จึงต้องเร่งทำแผนเพื่อหารายได้จากธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับกรณีที่ AIS ยื่นข้อเสนอขอรับช่วงลูกค้าโมบาย และบรอดแบนด์ของ NT มาดูแลนั้น พ.อ.สรรพชัยย์กล่าวว่าเป็นเพียงข้อเสนอ แต่ยังไม่ได้ทำข้อตกลงดีลกับ AIS แต่อย่างใด ทั้งยังเปิดรับข้อเสนอจากเอกชนรายอื่น ๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้ พ.อ.สรรพชัยย์เคยกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ด้วยว่า ธุรกิจที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง คือ ธุรกิจดิจิทัลที่คาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า

“กลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจ ICT Solution เป็นธุรกิจขาขึ้นมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากความต้องการของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย Go Cloud First โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มุ่งนำระบบงานขึ้นสู่คลาวด์ทั้งหมดเพื่อพัฒนาข้อมูลโอเพ่นดาต้าภาครัฐ จึงต้องการบริการ Migration และเป็นโอกาสในการเติบโตของบริการคลาวด์”

จากการประมาณการการใช้บริการคลาวด์ โดยสภาพัฒน์ วัดด้วยความต้องการเซิร์ฟเวอร์เสมือน (VM-Virtual Machine) ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นปีละ 10,000 VM ปัจจุบันระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มี NT ดูแลระบบ ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) ด้วยระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนกว่า 40,000 VM รองรับหน่วยงานภาครัฐใช้บริการกว่า 800 หน่วยงาน รวมกว่า 3,000 ระบบงาน เป็นการเก็บข้อมูลแบบแยกหน่วยงานและใช้งานแบบไซโล ดังนั้นในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีเฉียด 100,000 VM

“การใช้คลาวด์ใช้แล้วไม่มีการยกเลิก เป็นรายได้ใหม่ที่โตถึงปีละ 20-30% เฉพาะปี 2568 รายได้ในกลุ่มดิจิทัลเซอร์วิสน่าจะอยู่ที่ราว 4 พันล้านบาท จากการให้บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ แต่หากนโยบาย Go Cloud First เอื้อก็จะยิ่งสูงกว่านั้น คูณตัวเลขเป็นราย VM ที่ 1,700 บาท/VM/เดือน ถ้า VM โตปีละหมื่นคูณ 12 เดือน ก็เป็นรายได้ที่เพิ่มมาเกือบแสนล้านต่อปี ในระยะ 5 ปีที่ 1 แสน VM ต่อเดือนนับว่ารายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล”