เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

สิ้นสุดฤดูฝุ่นปี 2568 PM 1 มาแรง กทม.รับมือวิกฤตปี 2569

07 มิ.ย. 2568 | 11:28น.
รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ

ดูเหมือนว่า ปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ในปี 2568 จะ “เบาและลดความรุนแรงลง” เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา จนเกิดความเชื่อกันว่าเป็นเพราะมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองปี 2568 มีการนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล สามารถวัดออกมาเป็นจำนวนวันวิกฤต (สีแดง) ลดลง

ทว่าข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ค้นพบก็คือ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ไม่ได้หายไปไหน แต่จำนวนวันวิกฤตที่เกิดฝุ่นกลับมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น จากฝุ่นที่เคลื่อนที่ระยะไกลเข้ามาเติมเต็มในพื้นที่และการเกิดฝุ่นที่มาจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ ทั้งหมดนี้สามารถ “ถอดบทเรียน” เพื่อเตรียมการรับมือกับฤดูฝุ่นในปี 2569 ได้

ทำไมฝุ่นมาเร็วไปเร็ว

จากการเก็บข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศ หรือ KU Tower ในฤดูฝุ่นที่ผ่านมา ดร.สุรัตน์พบว่า จำนวนวันวิกฤต (Number of Days with PM 2.5/PM 10 Ratio > 0.6) จะลดลง โดยปีฝุ่น 2567 มีจำนวนวันวิกฤตที่บ่อยและถี่กว่าปีนี้ แต่ก็มีจำนวนวันที่เกิดฝุ่นหนักและเกิดติดต่อกันเกินกว่า 9 วันอยู่

โดยเมื่อเปรียบเทียบความเข้มข้นของ PM 2.5 ค่าเฉลี่ยรายวันระหว่างปี 2023-2025 ตามระดับความเข้มข้นจะพบว่า ปี 2025 มีสัดส่วนจำนวนวันที่ค่า PM 2.5 มีค่าเกินมาตรฐาน (>- 37.5 ug/m3) สูงถึง 28 วัน ซึ่ง “มากกว่า” ปี 2024 ทั้งปีมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่ามาตรฐานเพียง 24 วัน

คำถามก็คือ ปรากฏการณ์ฝุ่นที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากมาตรการของรัฐเลยหรือไม่ ในประเด็นนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับปัจจัย 2 ปัจจัยคือ อุตุนิยมวิทยามีผลทำให้ค่าตัวเลขฝุ่นขึ้นไปสูงหรือต่ำลง โดยในช่วงที่ฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ค่าความเข้มข้นขึ้นไป 100 กว่า (ตรวจพบค่าฝุ่นสูงเกิน 37.5 ug/m3 ต่อเนื่อง 9 วัน จะส่งผลให้ค่าฝุ่นเฉลี่ย 24 ชม.สูงถึง 78.67 ug/m3 หรือเกินกว่ามาตรฐาน 2 เท่า) เกิดจาก Patterns ฝุ่น 3 รูปแบบคือ

ฝุ่นหลังเที่ยงคืน (Midnight Particle) อุณหภูมิลดต่ำลง ความชื้นในบรรยากาศสูงขึ้นจนเกิดหยดน้ำในอากาศ ฝุ่นก็จะดึงเอาหยดน้ำเข้าไปไว้ในตัว ทำให้ “ฝุ่นอ้วนขึ้น” ประกอบกับลมต่ำเกิดฝุ่นรูปแบบที่สองคือ ฝุ่นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) ฝุ่นก็โตขึ้นตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไปจนกระทั่งถึงช่วงเช้า ค่าฝุ่นจึงทะลุและยังเกิดฝุ่นในรูปแบบ Mixed Particle เข้ามาผสมผสานด้วย แต่ถ้าลมเปลี่ยนทิศ มีลมจากทางใต้เข้ามา ฝุ่นก็จะหายไป โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2568 แม้จะเกิดฝุ่นหลังเที่ยงคืน แต่มีลมพัดเข้ามา ฝุ่นจึงมาเร็วและหายไปเร็วกว่าปี 2567

ปัจจัยที่ 2 การเผาแล้วลอยข้าม (Transboundary) ไม่ว่าจะลอยมาจากพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครหรือลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน (การเผาข้ามแดน) จัดเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าจำนวนฝุ่นลอยข้ามแดนเข้ามา (กัมพูชา-ภาคตะวันออก) ลดลง จำนวนวันที่เกิดวิกฤตฝุ่นสีแดงในกรุงเทพฯก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งในปี 2568 เกิดปรากฏการณ์เผาแล้วลอยข้ามเข้ามา รวมกับการเกิดฝุ่นหลังเที่ยงคืน ทำให้ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯแม้จำนวนวันจะลดลง แต่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น

ปัจจัยที่ 3 ฝุ่นทุติยภูมิ หรือฝุ่นขนาดเล็กหรือละอองลอยในอากาศที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีหรือการเปลี่ยนรูปในบรรยากาศของก๊าซสารตั้งต้นบางประเภท เช่น ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Nox) โดยดูจาก PM 2.5/PM 10 Ratio ถ้าค่าเริ่มสูงขึ้นแสดงว่า มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดขึ้นตัวต่อมาที่จะตามมาก็คือ ก๊าซโอโซน จากการติดตามผลจากสถานี KU Tower ในปี 2568 พบฝุ่นทุติยภูมิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝุ่นตัวนี้จะเป็น “เทรนด์ใหม่” ของฤดูฝุ่นปีหน้า (2569)

“ในอนาคตเราจะมีฝุ่นทุติยภูมิเพิ่มมากขึ้น ฝุ่นตัวนี้เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ มีก๊าซเข้ามา เกิดฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก ๆ หรือเล็กกว่า PM 2.5 เรียกว่าเป็นฝุ่น PM 1 ถ้าวัดเป็นจำนวนกรัมน้ำหนักมันไม่มาก แต่อานุภาพมันแยะ พวกนี้จะมีบายโปรดักต์เป็นโอโซน เวลาทำปฏิกิริยาเคมีมันจะเกิดเป็นก๊าซโอโซนกับ Particle ขนาดเล็กมาก ๆ ความอันตรายของฝุ่น PM 1 จะขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของมัน เช่น เกิดจาก Nox หรือไอเสียรถยนต์เป็นสารตั้งต้นก็จะอันตราย” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว

รับมือฝุ่นมลพิษ PM 1

สำหรับปัญหาฝุ่นของกรุงเทพมหานครก็คือ ปัญหาเฉพาะหน้า จะเอาฝุ่น PM 2.5 ลงมาได้อย่างไร กับปัญหาในอนาคตก็คือ ฝุ่นทุติยภูมิ หรือฝุ่น PM 1 ขนาดเล็กมาก ๆ ที่เกิดจากกระบวนการปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ จะลดหรือจำกัดปริมาณลงอย่างไรที่จะเจอในฤดูฝุ่นปี 2569

ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาพูดว่า สถานการณ์ฝุ่นในปี 2568 “ดีขึ้น” นั้นเป็นการติดตามสถานการณ์ตลอดทั้งปี (มกราคม-ธันวาคม) และเป็นไปอย่างที่รัฐบาลแจ้ง แต่ในช่วงวันวิกฤต (สีแดง) นั้น ฝุ่น PM มันไม่ได้ต่ำลง แต่มันสูงขึ้น (ค่าความเข้มข้น) ที่ฝุ่นในปีนี้มาแล้วหายไปเร็ว บอกได้เลยว่าเกิดจากฝนมาเร็ว กับลมเปลี่ยนทิศ จึงทำให้ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นปี 2568 ไม่ได้หนักเท่ากับฤดูฝุ่นปี 2566-67

“ผมเชื่อว่า มาตรการรัฐยังไม่มีผลอย่างชัดเจนที่จะทำให้ฝุ่นลดลง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้มาตรการใด ๆ ก็ตาม ซึ่งตามปกติมาตรการของรัฐที่ทำมาจะเป็นมาตรการเชิงรับมากกว่าเชิงรุก อย่างเช่น การขอความร่วมมือ ส่วนมาตรการเชิงรุกก็จะมีการห้ามเผาเด็ดขาด ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกที่หาทางออกให้กับเกษตรกร/ชาวบ้านไม่ได้ เช่น กำหนดว่าช่วงนี้ห้ามเผา แต่พอพ้นจากช่วงนี้ไปก็เผากันเต็มที่ ฝุ่นก็เพิ่มขึ้นอีก” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว

ดังนั้นฤดูฝุ่นปี 2568 จึงมี Keyword สำคัญอยู่ 2 ประการก็คือ 1) ฝุ่นยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงวันวิกฤต (สีแดง) มาตรการของรัฐจะเห็นผลในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูฝุ่น เลยทำให้แนวโน้มฝุ่นตลอดปีลดลง แต่ช่วงวันวิกฤตฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นไม่ได้ลดลงเลย กับ 2) ในฤดูฝุ่นปีหน้ามีแนวโน้มจะเกิด ฝุ่นทุติยภูมิ (Secondary Particle) มากขึ้น ส่งผลให้เกิดฝุ่นขนาดเล็กมาก ๆ ที่เรียกว่า PM 1 คือ ขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอนลงไปอีก นี่คือ ปัญหาที่กรุงเทพมหานครจะเจอในอนาคตแน่นอน โดยฝุ่นเล็กระดับนี้มีต้นตอมาจากการจราจร-ขนส่ง รถสันดาป และโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อย Nox

พร่องน้ำ-พร่องฝุ่น สิ่งที่ กทม.ต้องทำ

หลักการในการจัดการฝุ่นในฤดูกาลหน้าก็คือ จะต้องจัดการที่ต้นกำเนิดฝุ่นสำหรับในกรุงเทพฯก็คือ การจราจร-ขนส่ง และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นช่วงที่เกิดฝุ่นจากการเคลื่อนที่ระยะไกล (Transboundary) วิ่งเข้ามา สิ่งที่ กทม.ควรดำเนินการก็คือ ต้องจัดการกับฝุ่นข้างใน กทม.ให้ลดลงให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับมาตรการของรัฐบาลในการจัดการกับฝุ่นที่มาจากภายนอกหรือฝุ่นข้ามแดน ถ้าเกิดฝุ่น Transboundary แล้วไม่ลดฝุ่นภายในลง กรุงเทพมหานครก็ไม่รอด

“ต้องใช้การพร่องฝุ่นหรือหลักการเดียวกันกับการพร่องน้ำของกรมชลประทาน ต้องทำให้ฝุ่นใน กทม.ลดลงให้มากที่สุด เมื่อฝุ่นข้ามแดนจากการเผาทั้งภายในภายนอกประเทศเข้ามาผสม ความเข้มข้นของฝุ่นก็จะลดลง ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นการเพิ่มฝุ่นเข้ามาอีก วันวิกฤตก็จะเพิ่มขึ้น ประกอบกับเจอกับฝุ่นที่เกิดหลังเที่ยงคืนก็จะไปกันใหญ่” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เชียงใหม่” ก็ไม่ได้หนักเหมือนกับปี 2566-2567 นั้น รศ.ดร.สุรัตน์กล่าวว่า ก็เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่ กทม.คือ ปีนี้ฝนมาเร็ว แม้พื้นที่ภาคเหนือภายในจะบริหารจัดการฝุ่นตามมาตรการของรัฐบาล (ห้ามเผาเด็ดขาด) เป็นอย่างดี แต่ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว-เมียนมานั้น “ไม่ได้ลดลงเลย” ยังมีการเผาเป็นปกติ ดังนั้นการบริหารจัดการฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือจะต้องใช้วิธีการผสมผสานกัน กล่าวคือ

การปฏิบัติการเชิงรุกกับพื้นที่ภายในประเทศ ส่วนการเผานอกประเทศจะต้องใช้วิธีการทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศจะต้องทำอย่างไร ที่ผ่านมา “ยุทธการฟ้าใส” ที่ใช้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังทำการเผาอยู่นั้น “เหมาะสมหรือไม่” เนื่องจากเป็นการ “ขอความร่วมมือ” ให้หยุดเผาหรือชะลอการเผาลง แต่ในเมื่อประเทศเหล่านี้ยังต้องทำการเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จึงมีความจำเป็นต้องเผาไร่เพราะต้นทุนต่ำสุด

ดังนั้นไม่ว่าจะกำหนดยุทธการฟ้าใสหารือกับประเทศเพื่อนบ้านกี่ปีก็จะไม่สามารถหยุดการเผาข้ามแดนอย่างถาวรได้ จึงควรใช้วิธีการที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลงวิธีการทำการเกษตรใหม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM 2.5