คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
ในวันที่โลกแยกขั้วทางการค้า แต่เชื่อมต่อกันด้วยดิจิทัลธุรกิจ SMEs ไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกสำคัญ ทางหนึ่งคือเส้นทางเดิมแข่งด้วย “ราคา” อีกทางคือเส้นใหม่สร้าง “คุณค่า”
แต่เส้นทางเก่า…การแข่งขันด้วยราคากำลังถึงทางตัน
สินค้าจีนทะลักเข้าไทย การกลับมาของทรัมป์กับนโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้จีนหันมาเร่งส่งออกสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทย
SMEs รับศึกสองทาง
สินค้าจีนเข้าสู่ผู้บริโภคไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สินค้าสามารถข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องผ่านห้างหรือภาษี ด้วยราคาต่ำกว่าสินค้าไทย 20-40% ในหลายหมวด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง สินค้าเบ็ดเตล็ด
SMEs ไทยจึงเจอแรงกดดันทั้งด้าน “นำเข้า” ที่ตีตลาดในประเทศ และ “ส่งออก” ที่ติดกำแพงกฎระเบียบจากต่างชาติ
ปี 2024 ภาคธุรกิจ SMEs คิดเป็น 34.9% ของ GDP โดยมีการขยายตัว 3.1% จากปีก่อนหน้า แต่ภาคการผลิตขยายตัวเพียง 0.8% เพราะต้นทุนสูง คู่แข่งต่างชาติเข้ามามาก
สำหรับกลุ่มที่เติบโตได้ดี คือ สุขภาพ บริการดิจิทัล อาหารแปรรูป สินค้าเน้นความยั่งยืน และการท่องเที่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็คือธุรกิจดั้งเดิมที่ยังติดกับดัก “สงครามราคา”
ทางรอด = แข่งด้วยคุณค่า ไม่ใช่ราคา
เมื่อไม่อาจชนะด้วย “ราคาถูก” SMEs ไทยต้องหันมาสร้าง “คุณค่า” ผ่านสิ่งที่จับต้องได้ยากกว่าคือ เรื่องเล่า อัตลักษณ์ และจุดยืนของแบรนด์
สำหรับตัวอย่างจริงจาก SMEs ไทยที่ไปไกลกว่าแค่ขายของ อาทิ
– DoiTung, Kram Sakon – ผสานงานฝีมือกับดีไซน์ใหม่
– Moreloop, Tlejourn – สร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้
– Banana Society, Folkcharm – เชื่อมผู้บริโภคกับชุมชนผ่านเรื่องเล่าที่มีชีวิต
ยิ่งแคบ ยิ่งชนะ : พื้นที่ของ “คุณค่าเฉพาะกลุ่ม”
ในขณะที่จีนที่มีศักยภาพความสามารถในการผลิตครองตลาดแมส ไทยควรมุ่งเน้นบุกตลาด Niche ที่เน้น “คุณค่าทางใจ”
เพราะจุดแข็งของ SMEs ไทยไม่ใช่ “ผลิตเยอะ” แต่คือ “การเจาะเฉพาะกลุ่ม”
ตลาดเฉพาะที่กำลังเติบโตและน่าสนใจ
– Pet Care สินค้าและบริการที่เข้าใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงอย่างลึกซึ้ง
– Silver Economy นวัตกรรมที่ออกแบบเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ สอดรับกับตลาดกลุ่มสูงวัยที่กำลังขยายตัว
– Ethical Goods สินค้าแฟร์เทรดโปร่งใส สายรักษ์โลก ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญ
Digital หรือ Disappear : ถ้าไม่มีเทคโนโลยี ก็ไม่มีที่ยืน
SMEs ที่นำเทคโนโลยีมาใช้จะอยู่รอดได้เร็วกว่า แข็งแรงกว่า และปรับตัวไวกว่า ด้วยเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย
– ERP ช่วยควบคุมสต๊อก-ต้นทุน
– CRM และ MarTech เข้าถึงลูกค้าแบบรู้ใจ
– IOT และ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแบบที่เคยทำไม่ได้ในอดีต
อย่างไรก็ดียังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกมากที่ยังไม่พร้อม ทั้งปัญหาเรื่องขาดงบฯลงทุน, ไม่มีทักษะ ไปจนถึงกลัวการเปลี่ยนแปลง ขณะที่มีกับดัก 6 ประการที่เป็นอุปสรรคฉุด SMEs ดังนี้
1.ขาดเงินทุนระยะยาว
2.กลยุทธ์และแบรนด์อ่อนแรง
3.ลงทุน R&D น้อยเกินไป
4.ถูกกดดันจากสินค้าต่างชาติราคาต่ำ
5.มาตรการรัฐยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน
6.ระบบสนับสนุนกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน
เรียนรู้จากประเทศที่ SMEs แข็งแกร่ง
เยอรมนี – เจาะ Niche เชื่อม Supply Chain โลก
เกาหลีใต้ – ใช้พลัง K-Culture เชื่อม SMEs กับทุนใหญ่
อิตาลี – สร้างดีไซน์แฮนด์เมดให้โลกจำ
เวียดนาม – สร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เชื่อมโลจิสติกส์
ไต้หวัน – บ่มเพาะนวัตกรรมครบวงจร ทั้งรัฐและเอกชน
ประเทศที่แข็งแรง = ต้องมี SMEs ที่ “มีคุณค่า”
SMEs ไทยไม่ใช่แค่ “ต้องเอาตัวรอด” แต่ต้องลุกขึ้น “ออกแบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต”
ทั้งสร้างแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่น และสร้างเรื่องเล่าที่โลกจดจำ เพราะในโลกที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ “คุณค่า” จะกลายเป็นสิ่งที่แพงที่สุด
“เราสู้ราคาโลกไม่ได้ แต่เราสร้างคุณค่าที่โลกจดจำได้”