Skip to content

ธปท.ปลื้ม “คุณสู้ เราช่วย” ชะลอหนี้เสียบ้าน-ยอดรถยึดชะลอ คาดเฟส 2 ลูกหนี้เข้าร่วม 3.1 แสนล้าน

01 ก.ค. 2568 | 16:38น.
ธปท.ปลื้ม “คุณสู้ เราช่วย” ชะลอหนี้เสียบ้าน-ยอดรถยึดชะลอ คาดเฟส 2 ลูกหนี้เข้าร่วม 3.1 แสนล้าน

ธปท.ขยายโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 งัดมาตรการใหม่ “จ่าย ตัด ต้น” อุ้มลูกหนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อไม่มีหลักประกัน วงเงินคงค้างไม่เกิน 5 หมื่นบาท ผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง 3 ปี ประเมินกวาดลูกหนี้เข้าโครงการเฟส 2 รวมทั้งสิ้น 1.8 ล้านราย มูลหนี้ 3.1 แสนล้านบาท เปิดเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่-30 ก.ย. 68 พร้อมเผยมาตรการเฟส 1 ช่วยลดอัตราการไหลจาก SM เป็น NPL บ้านจาก 9% เหลือ 7% และเอสเอ็มอีจาก 17% เหลือ 15% และอัตรารถยึดน้อยลง-ราคารถมือสองมีเสถียรภาพ แบงก์ขาดทุนรถยึด 42% จากเดิมพุ่งกว่า 50%

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 พบว่า มีลูกค้าเข้าโครงการจำนวน 1.4 ล้านราย หรือคิดเป็น 1.9 ล้านบัญชี และจากตัวเลขการเข้าไปติดต่อผ่านธนาคารพาณิชย์ บริษัทลูกของกลุ่มธนาคาร และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

พบว่า ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2568 มีลูกหนี้ลงทะเบียนและมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 6.3 แสนราย คิดเป็น 52% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านราย และคิดเป็นหมู่หนี้ 4.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 52% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.9 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ จะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน

อย่างไรก็ดี หากดูแยกตามรายบัญชี จะพบว่าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” สามารถช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเห็นว่าหนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ชะลอลดลงจาก 5.52% มาอยู่ที่ 4.53% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หนี้เสียทรงตัวไม่ได้ปรับขึ้นหรือลดลง

ขณะเดียวกัน หากดูอัตราสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) จะไหลไปเป็นหนี้เอ็นพีแอล หรือเรียกว่า Migration Rate พบว่า มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” สามารถช่วยชะลอการไหลจาก SM ไปเป็นหนี้เสียได้ โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท อัตราการไหลจากเดิม ณ ไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 9% มาอยู่ที่ 7% ณ ไตรมาส 1/2568 และสินเชื่อเอสเอ็มอีจาก 17% เหลือ 15% และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 6%

นอกจากนี้ มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ยังช่วยชะลออัตราการยึดรถให้ปรับลดลง และช่วยทำให้ราคารถมือสองมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจลานประมูล พบว่า อัตราการยึดรถปรับลดลงจากช่วงไตรมาส 3/2567 ที่เคยสูงสุดอยู่ที่ 38,947 คัน ทยอยปรับลดลงมาเหลือที่ 26,462 คันในไตรมาส 1/2568 และการขาดทุนรถยึด (Loss on Sale) ทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42% จากเคยสูงกว่า 50% ส่งผลให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่มีปัญหาในการชำระหนี้ และพบว่าลูกหนี้ยังให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างต่อเนื่อง แต่บางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธปท. ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ Nonbank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ จึงเห็นควรขยายระยะเวลาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 (จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568)

และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ที่ยังคงยึดหลักการสำคัญเช่นเดียวกับโครงการ ระยะที่ 1 ได้แก่ การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ เมื่อรายได้ฟื้นตัวในระยะข้างหน้า หรือให้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น โดยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกลุ่มเป็นการชั่วคราว และมีแนวทางป้องกันมิให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ (Moral Hazard) ควบคู่ไปด้วย จึงยังคงการพิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้ไว้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับโครงการระยะที่ 1

ส่วนประเด็นที่มีความเป็นห่วงเรื่องห้ามก่อหนี้ใหม่ 12 เดือนหากเข้าร่วมโครงการนั้น มองว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่ทำให้ลูกหนี้ขาดสภาพคล่อง เพราะลูกหนี้ยังมีสภาพคล่องส่วนเพิ่มจากค่างวดที่ลดลง เช่น ลูกหนี้ในมาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ จะเห็นว่าค่างวดในปีแรกจะลดลงถึง 50% กรณีผ่อนบ้านอยู่ 10,000 บาท จะเหลือค่าผ่อนเพียง 5,000 บาท ทำให้ลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเดือนละ 5,000 บาท โดยไม่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มเติม

“งบประมาณในการช่วยเหลือยังสามารถรองรับลูกหนี้ในเฟส 2 ได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือน แต่เน้นให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องไว้ใช้ ไม่ต้องจ่ายหนี้เยอะ ๆ แต่หากดูตัวหนี้ครัวเรือนพบว่าทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3-4 โดยตัวเลข ณ ไตรมาส 1/2568 ปรับลดลงมาต่ำกว่า 88% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อที่ไม่ได้ขยายตัว และจีดีพีที่โต ทำให้สัดส่วนปรับลดลง”

ส่วนความคืบหน้าประเด็นอัตราการปรับชำระหนี้ขั้นต่ำบัตรเครดิต (Minimum Payment) ปัจจุบันส่วนงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่ง ธปท.ได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ และประเมินสถานะของลูกหนี้ ซึ่งคาดว่าในเร็ว ๆ นี้จะสามารถแจ้งความคืบหน้าในรายละเอียดได้

นางสาวพจมาน กังวาฬไกรไพศาล ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิม และมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Nonbank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 1.ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2.ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระน้อยกว่าที่กำหนดในระยะที่ 1 คือ เคยค้างชำระ 1-30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น โดย 1.สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี และ 2.สินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan)

ซึ่งได้มีการบังคับหลักประกันแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกินกว่าที่กำหนด (วงเงินสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อ SMEs ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบัญชี สินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อบัญชี สินเชื่อรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี) ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้

จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น มาตรการที่ 3 “จ่าย ตัด ต้น” ซึ่งเป็นมาตรการใหม่สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี และเป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan) และผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง

เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักแขวนไว้ และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการหากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและระยะต่อไปได้

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568

“สำหรับลูกหนี้ประมาณการที่คาดว่าจะเข้าร่วมโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 จะอยู่ที่ 1.8 ล้านราย หรือ 2.0 ล้านบัญชี และมูลหนี้ 3.1 แสนล้านบาท หากรวมเป้าหมายเฟส 1 จะมีลูกหนี้เข้าร่วมทั้งสิ้น 3.7 ล้านราย หรือ 4.1 ล้านบัญชี มูลหนี้รวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการ ‘จ่าย ตัด ต้น’ เป็นมาตรการใหม่ที่เพิ่มเข้ามา แม้ว่ามูลหนี้จะไม่สูงมาก แต่จะช่วยคนจำนวนมากได้ ซึ่งจะช่วยให้เขามีสภาพคล่องในการจ่ายหนี้ที่ลดลง”