Skip to content

ต้นตอ ‘ความป่วน’ ไม่สิ้นสุด ‘ทรัมป์’ บริหารแบบ ‘ไร้นโยบาย’

19 ก.ค. 2568 | 09:15น.
ต้นตอ ‘ความป่วน’ ไม่สิ้นสุด ‘ทรัมป์’ บริหารแบบ ‘ไร้นโยบาย’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ต้นปีนี้ และเริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรอย่างแข็งกร้าวกับทุกประเทศที่เป็นคู่ค้า “โดนัลด์ ทรัมป์” มักจะอ้างเหตุผลสำคัญอยู่สองประการคือ 1.ลดขาดดุลการค้ากับประเทศเหล่านั้น โดยอ้างว่าอเมริกา “ถูกปล้น” มานาน 2.เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ

แต่ล่าสุด การที่ทรัมป์ส่งจดหมายไปถึงบราซิลขู่จะเก็บภาษีเพิ่มเป็น 50% จากเดิม 10% หาก “ลูลา ดา ซิลวา” ประธานาธิบดีคนปัจจุบันไม่ยกเลิกการดำเนินคดีกับ ฌาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ที่ถูกดำเนินคดีในศาล ข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้เลือกตั้งในปี 2022 แสดงให้เห็นว่า “เหตุผล” ในการรีดภาษีกับประเทศคู่ค้านั้น ไม่มี “หลักเกณฑ์” หรือ “มาตรฐาน” ที่แน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับ “อารมณ์” ที่ปรวนแปรง่ายและดุลพินิจส่วนตัวของทรัมป์

เงื่อนไขที่ทรัมป์ส่งไปถึงประธานาธิบดีบราซิล แน่นอนว่านำเรื่อง “การเมือง” มาเกี่ยวข้อง และถึงขั้นแทรกแซงกิจการภายใน แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น

ฌาอีร์ โบลโซนาโร เป็นนักการเมืองขวาจัดและใช้นโยบายประชานิยมเช่นเดียวกับทรัมป์ ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักของทรัมป์ ความชื่นชอบของสองคนน่าจะเริ่มตั้งแต่ช่วงทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก และเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งโบลโซนาโรและทรัมป์มีความคิดเดียวกัน คือต่อต้านวัคซีน ต่อต้านการล็อกดาวน์ จนทำให้บราซิลในสมัยของโบลโซนาโรได้ชื่อว่าควบคุมโควิด-19 ได้ย่ำแย่เละเทะที่สุดประเทศหนึ่ง

โบลโซนาโรยังมีแผนจะลอบสังหาร หรือจับกุมประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2023 ผู้สนับสนุนโบลโซนาโรหลายพันคนบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ทำการรัฐประหารเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากลูลาเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์คล้ายกับที่ทรัมป์กระตุ้นให้ผู้สนับสนุนของเขาบุกอาคารรัฐสภา ภายหลังจากพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับ โจ ไบเดน เพื่อขัดขวางการรับรองชื่อโจ ไบเดน ให้เป็นประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตหลายนาย

ที่สำคัญบราซิล “ขาดดุล” การค้ากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือสหรัฐ “เกินดุล” การค้ากับบราซิลอย่างน้อยก็นับจากปี 2009 เป็นต้นมา และแม้แต่ปีล่าสุดก็ยังเกินดุลบราซิล ดังนั้น การที่ทรัมป์เก็บภาษีจากประเทศที่ขาดดุลการค้ากับอเมริกาจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด

แต่เชื่อว่าประเด็นล่าสุดที่ทำให้ทรัมป์โกรธก็คือ กรณีที่ประธานาธิบดีบราซิล ในฐานะประธานกลุ่ม BRICS (กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว) ได้ตอบโต้ทรัมป์ก่อนหน้านี้ว่า “โลกไม่ต้องการจักรพรรดิ” หลังจากทรัมป์ขู่ว่าประเทศใดก็ตามที่สนับสนุน BRICS ให้ต่อต้านอเมริกาจะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10%

วันที่ 7 กรกฎาคม เป็นวันที่ทรัมป์เริ่มใช้วิธี “ร่อนจดหมาย” แจ้งไปยังประเทศต่าง ๆ ว่าจะถูกอเมริกาเก็บภาษีเท่าไหร่ หลังจากใกล้ครบระยะผ่อนผัน 90 วัน ในวันที่ 9 กรกฎาคม แต่ความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงแทบไม่ขยับไปไหน พร้อมกับขยายเส้นตายไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม

ในวันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากร่อนจดหมายเสร็จแล้ว ทรัมป์บอกกับคณะรัฐมนตรีของเขาว่า ประธานาธิบดีสหรัฐในอดีตทุกคน “โง่เง่า” ที่ไม่เก็บภาษีแบบแรง ๆ กับคู่ค้า และว่าแม้แต่เซลส์แมนยังรู้สึกว่า “เสียเวลามากเกินไป” ในการพยายามเจรจาข้อตกลงการค้ากับส่วนที่เหลือของโลก การส่งจดหมายง่ายกว่ามาก

ด้วยเหตุนั้น นับจากวันที่ 7 กรกฎาคมเป็นต้นไป ทรัมป์จึงใช้วิธีส่งจดหมายไปอีกเรื่อย ๆ ส่วนเนื้อหาในจดหมายก็ใช้ “อักษรตัวใหญ่” แบบสุ่ม ๆ ในการพิมพ์ เพื่อให้คู่ค้าเห็นข้อความสำคัญที่เขาอยากเน้นเป็นพิเศษ

วิธีการของทรัมป์ในการทำข้อตกลงการค้านับว่าแปลกประหลาดไปจากประเพณีปฏิบัติที่ทำกันตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปกติอาจใช้เวลาหลายปีในการแก้ปัญหาความแตกต่างไม่ลงรอยด้านการค้า

นักวิเคราะห์ระบุว่า วิธีการนอกกรอบแบบนี้อาจให้ผล 3 ประการที่อาจ “เปลี่ยนโฉม” กิจการระหว่างประเทศ และมรดกตกทอดที่ทรัมป์ทิ้งเอาไว้อย่างใหญ่หลวง 1.ภาษีศุลกากรสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจตามที่ทรัมป์สัญญาไว้ ซึ่งเท่ากับทรัมป์สามารถพิสูจน์ว่าผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจส่วนใหญ่ทำนาย “ผิด” ที่บอกว่าจะทำให้เงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว

2.ทรัมป์อาจยอมถอยอีกครั้ง ก่อนจะถึงเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคมที่เขากำหนดขึ้นมาใหม่ ตามฉายาที่ถูกสื่อตั้งให้ว่า “ทรัมป์ตาขาวเสมอ” หรือที่ล้อเลียนกันด้วยคำย่อว่า TACO (ชื่อพ้องกับอาหารเม็กซิกัน) ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้ง ว่าทรัมป์มักจะกลับคำหลายครั้งเรื่องภาษี และ 3.เขาอาจดึงดันไปจนกระทั่งทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐ จนกลายเป็นบูมเมอแรงกลับไปทำร้ายเศรษฐกิจของชุมชนที่เป็นฐานเสียงสนับสนุนให้เขาชนะเลือกตั้ง ตลอดจนทำร้ายเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ที่ไม่สามารถรับแรงกระแทกจากภาษีไหว

รอน ไวเดน สมาชิกวุฒิสภา จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า “แท็กติก” การเจรจาแบบ TACO ของทรัมป์ คือขู่แล้วก็ถอย ทำให้คำขู่ของเขามีความน่าเชื่อถือน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้คู่ค้ามีความเต็มใจน้อยลงที่จะเจรจากับสหรัฐ แม้แต่การเจรจาแบบ “พบกันครึ่งทาง” ก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณอะไรใกล้เคียงพอจะเรียกได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืนที่จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานและธุรกิจในอเมริกา

เหวินตง จาง นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ชี้ว่าอัตราภาษีของทรัมป์ถือว่าสูงมากที่สุดและสร้างความปั่นป่วนยุ่งเหยิงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และเสี่ยงที่จะทำให้การเก็บภาษีสูง ๆ กลายเป็นเรื่องปกติไป

ทางด้านเดสมอนด์ แล็คแมน นักวิชาการอาวุโสของสถาบัน American Enterprise เห็นว่าทรัมป์ก็เป็นแค่ “ตัวป่วน” ที่ไม่มีวันหยุดป่วน ด้วยการส่งจดหมายพร้อมอัตราภาษีที่เขาสุ่มเอา แสดงให้เห็นว่าในรัฐบาลของเขาไม่มี “นโยบายที่แท้จริง” อยู่เลย และไม่มี “กลยุทธ์” แท้จริงเช่นกัน พวกเขาก็แค่บริหารไปตามสัญชาตญาณและดุลพินิจ ไม่ได้อิงอยู่กับข้อมูล หรือรายละเอียด หรือประสบการณ์ใด ๆ เลย