Skip to content

‘หนี้’ จุดอ่อนที่แท้จริง ของสหรัฐอเมริกา ?

23 ก.ค. 2568 | 12:26น.
‘หนี้’ จุดอ่อนที่แท้จริง ของสหรัฐอเมริกา ?
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบัดนี้ ความไม่แน่นอน กลับไปกลับมา ดูเหมือนจะกลายเป็นคุณลักษณะประจำตัวของรัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัวอย่างที่เห็นกันได้ง่าย ๆ ก็คือ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง ทรัมป์ เปลี่ยนใจ เปลี่ยนทรรศนะที่มีต่อ “วลาดิมีร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซีย และหันมาอนุมัติความช่วยเหลือด้านอาวุธระลอกใหม่ต่อยูเครน แม้จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พันธมิตรในยุโรปต้องเป็นคนลงขัน จ่ายเงินก็ตามที

แต่นโยบายพื้นฐานประการหนึ่งที่ไม่มีแนวโน้มว่า ทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนใจ ก็คือ นโยบายภาษีศุลกากร ด้วยความเชื่อฝังแน่นที่ว่าจะยังประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกามาช้านานก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจลงเล่นการเมืองด้วยซ้ำไป

ทรัมป์อาจลังเลอยู่บ้าง เปลี่ยนกลับไปกลับมาเล็กน้อย หลังจากเห็นว่านโยบายภาษีของตนทำให้ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ปั่นป่วนและสูญเสียมหาศาลอย่างไรบ้าง แต่ไม่ใช่การกลับคำหรือยกเลิกนโยบายสำคัญที่ว่านี้ ภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาขายในสหรัฐอเมริกายังเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ที่ และในแต่ละที่ก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลยทีเดียว

ทรัมป์กำลังพยายามบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการไปพร้อม ๆ กัน แรกสุดคือการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ ถัดมาคือการลดภาวะการขาดดุลการค้า และสุดท้ายก็คือ การสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลให้มากพอที่จะรองรับการปรับลดภาษีครั้งใหญ่

ดังนั้น นอกจากจะขึ้นภาษีนำเข้าเป็นพื้นฐานที่ 10% แล้ว ยังเพิ่มภาษีนำเข้าเป็นกรณีพิเศษต่อสินค้าอย่าง เหล็ก, อะลูมิเนียม และยานยนต์ ผลลัพธ์โดยรวมก็คือ ทำให้สหรัฐอเมริกา เรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1940

สหภาพยุโรป (อียู) และประเทศอื่น ๆ กำลังพยายามหาหนทางเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราภาษีที่ว่านี้เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น โดยมีกำหนดเวลา 1 สิงหาคม เป็นเส้นตาย โดยจนกระทั่งถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศหรือเขตเศรษฐกิจใด ประกาศมาตรการตอบโต้ออกมา ยกเว้นประเทศอย่าง “จีน” และ “แคนาดา” แม้แต่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่าง “อียู” เอง ท่าทีที่แสดงออกมายังค่อนไปในทางนอบน้อมมากกว่าอย่างอื่น

แต่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ เส้นตาย 1 สิงหาคมมาถึง คำถามก็คือว่า ทั้งโลกจะสามารถรวมตัวกันเป็นหนึ่งเพื่อตอบโต้นโยบายภาษีของทรัมป์ได้หรือไม่ คำตอบนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับว่า สุดท้ายแล้ว มาตรการทางภาษีของทรัมป์ในตอนนั้นจะลงเอยอย่างไร

ตัวอย่าง เช่น ในกรณีของอียู “มารอส เซฟโควิช” กรรมาธิการการค้าอียู แสดงท่าทีไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าออกของอียูสูงถึงระดับ 30% แล้วละก็ การค้าระหว่างสองฝ่าย “แทบเป็นไปไม่ได้” และเมื่อถึงจุดนั้น อียูก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ในเวลานี้ เซฟโควิช จึงกำลังหารือกับ “หุ้นส่วน” ที่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกันเพื่อหามาตรการตอบโต้ร่วมกัน

อันที่จริง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลายลงความเห็นตรงกันว่า หากมีการขึ้นอัตราภาษีศุลกากรอย่างกว้างขวาง เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเองก็ตกอยู่ในอันตรายตามไปด้วย เพราะการขึ้นภาษีอย่างที่ทรัมป์ข่มขู่เอาไว้ จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าสูงขึ้น ซึ่งไม่ช้าไม่นานก็จะสะท้อนกลับมาหาผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเองที่ต้องเผชิญกับข้าวของที่แพงขึ้นหรือภาวะขาดแคลน แต่ดูเหมือนว่า ทรัมป์ จะไม่แคร์กับเรื่องนี้มากเท่าใดนัก

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า จุดอ่อนที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกากลับอยู่ที่ภาวะหนี้ ซึ่งในปี 2025 มวลหนี้ของสหรัฐอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้นทะลุ 36 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 120% ของจีดีพีทั้งประเทศ

จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ดูเหมือนบรรดานักการเมืองอเมริกันจะไม่เป็นกังวลกับเรื่องนี้มากนัก ทั้ง ๆ ที่งบประมาณใหม่ของสหรัฐอเมริกา ที่ทรัมป์เรียกว่า “ร่างกฎหมายที่ยิ่งใหญ่อันสวยสดงดงาม” กำหนดให้มีการปรับลดภาษีลง โดยไม่ได้ตัดทอนรายจ่ายลงให้ได้สัดส่วนกัน หรือเพิ่มรายได้มารองรับ ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะหนี้ของสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม ค่าเงินดอลลาร์ถึงได้อ่อนค่าลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินยูโรของอียู

หนี้ส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริการาว 65% เป็นของเจ้าหนี้ที่เป็นนักลงทุนภายในประเทศ อาทิ กองทุนบำเหน็จบำนาญ, บริษัทประกันภัย, ธนาคารและกองทุนสำรองแห่งรัฐ หรือเฟด แต่ส่วนที่เหลือนอกจากนั้น เจ้าหนี้เป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงรัฐบาลต่างชาติและนักลงทุนชาวต่างประเทศ ที่หากพากัน “หยุด” หรือ “ลด” การถือครองตราสารหนี้เหล่านี้ลงอย่างฮวบฮาบ เพื่อตอบโต้กับนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว

เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดที่เป็นต่างชาติมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ หนึ่งก็คือ “ญี่ปุ่น” ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อยู่รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ต่อด้วย สหราชอาณาจักร (ราว 800,000 ล้านดอลลาร์) และจีน (750,000 ล้าน) รวมแล้วทั้ง 3 ประเทศนี้เป็นเจ้าหนี้ของสหรัฐอเมริกาอยู่เกือบ 30% ของมวลหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ตามตัวเลขที่กระทรวงการคลังเผยแพร่ออกมาเมื่อเมษายนปีนี้

ยังมีเจ้าหนี้ชั้นสอง ที่แม้ถือครองหนี้น้อยลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นมูลค่ามหาศาล ประกอบด้วย หมู่เกาะเคย์แมน (448,000 ล้าน) เบลเยียม (411,000 ล้าน) ลักเซมเบิร์ก (410,900 ล้าน) แคนาดา (368,400 ล้าน) ฝรั่งเศส (360,600 ล้าน) ไอร์แลนด์ (339,900 ล้าน) และสวิตเซอร์แลนด์ (310,900 ล้าน)

ถัดมา เป็นประเทศอย่าง ไต้หวัน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, อินเดีย, บราซิล, นอร์เวย์, ซาอุดีอาระเบีย, เกาหลีใต้, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยอรมนี

พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เท่าที่สหรัฐอเมริกายังดำรงอยู่ได้ในเวลานี้ เป็นเพราะประเทศที่รวม ๆ กันแล้วราวครึ่งโลกเหล่านี้ให้กู้เงิน และยังเป็นเหตุที่ว่า ทำไมเงินดอลลาร์จึงยังคงเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของโลกอยู่ในเวลานี้

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไมเจ้าหนี้ครึ่งโลกนี้ไม่รวมตัวกันตอบโต้ทรัมป์ และสหรัฐอเมริกา คำตอบก็คือว่า เพราะวิธีการนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นกับทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีของสหรัฐอเมริกา การถูกเทขายพันธบัตรรัฐบาล จะส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดฮวบ อัตราดอกเบี้ยที่เป็นค่าตอบแทนจะสูงขึ้นพรวดพราด ต้นทุนการก่อหนี้ในสหรัฐอเมริกาจะสูงลิ่ว กระทบถึงความสามารถในการชำระดอกเบี้ย และทำให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้นตามไปด้วย ผลที่ได้ก็คือการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภค

ขั้นที่หนักหนาสาหัสก็คือเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะยิ่งเฟดอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปมากเท่าใด เงินจะยิ่งเฟ้อตามไปมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่ดอลลาร์จะอ่อนค่าลง ต้นทุนการนำเข้าจะยิ่งทวีสูงขึ้น ทรัมป์จะเผชิญกับวิกฤตหนักหลายด้านพร้อม ๆ กัน

ในทางฝ่ายเจ้าหนี้ สมมุติว่าเป็น ญี่ปุ่น ยิ่งเทขายพันธบัตรเร็วมากเท่าใด ยิ่งทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเร็วมากเท่านั้น ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดฮวบ กระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจในประเทศ เสี่ยงสูงที่จะเกิดวิกฤตเหมือนที่เคยเกิดเมื่อทศวรรษ 1990 ขึ้นตามมา

ดูเหมือนว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีชาติไหนอยากฆ่าตัวตายไปพร้อมกับทรัมป์เท่านั้นเอง