แม้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนของไทยจะอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง โดย Krungthai COMPASS ศูนย์วิจัยของธนาคารกรุงไทยประเมินว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 นี้จะอยู่ในระดับ 1.74 ล้านล้านบาท
“สุปรีย์ ศรีสำราญ” ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ให้ข้อมูลว่า แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2568 ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักในการสร้างรายได้ให้ประเทศ แต่กลับมีแนวโน้มฟื้นตัวได้เพียง 50-65% ของระดับก่อนโควิด-19 เท่านั้น
จุดเปลี่ยนโครงสร้าง นทท.
โดยจากการประเมินคาดว่าในปี 2568 นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยประมาณ 5.5 ล้านคน ซึ่งนับเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม รายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มฟื้นตัวแตะระดับ 1.74 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 91% ของช่วงก่อนโควิด
ทั้งนี้ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่ายสูง (High Spending) โดยเฉพาะจากยุโรป รัสเซีย อิสราเอล อินเดีย และมาเลเซีย ซึ่งช่วยประคับประคองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศได้ในระดับหนึ่ง
“นี่คือสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันปรับตัวครั้งใหญ่ ตั้งแต่การทำตลาด กลยุทธ์ภาพลักษณ์ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม”

เปิด 3 ประเด็นทุบจีนหายยาว
ด้าน “กณิศ อ่ำสกุล” นักวิเคราะห์ของ Krungthai COMPASS ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมาไทยในระดับเดิมในช่วง 1-2 ปีนี้มาจาก 3 ประเด็นหลักคือ 1.ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของชาวจีนลดลง โดยประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ให้กลับมาเป็นปกติ
2.พฤติกรรมเปลี่ยน-กลุ่ม FIT เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวจีนหันมาเดินทางเองมากขึ้น มองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และไม่จำเจ ซึ่งอาจมองว่าไทยยังขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ดึงดูดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย
และ 3.ภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว-กำลังซื้อไม่ฟื้น ก่อให้เกิดการชะลอแผนท่องเที่ยวต่างประเทศ และหันกลับมาเลือกท่องเที่ยวในประเทศจีนแทน
High Spending ไม่พอชดเชย
ขณะที่ “ธนา ตุลยกิจวัตร” นักวิเคราะห์อีกรายของ Krungthai COMPASS บอกว่า แม้การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending จะช่วยกระตุ้นรายได้โดยรวม โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และภาคบริการระดับบน แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบในวงกว้างจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนได้ทั้งหมด
โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ โรงแรมระดับ 3 ดาวลงไป ร้านอาหารขนาดเล็ก Street Food คอนโดมิเนียม (ที่เคยพึ่งนักลงทุนจีน) ธุรกิจรถเช่า ร้านของที่ระลึก บริษัททัวร์ และธุรกิจก่อสร้าง และผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงแรม
“การหายไปของกลุ่มจีนคือ ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ความถดถอยชั่วคราว ภาครัฐจึงต้องมองเกมระยะยาว พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจริงจัง” ?

หนุนถ่ายหนัง-ซีรีส์ในไทย
นอกจากนี้ มองว่าแนวทางการสนับสนุนการถ่ายทำซีรีส์และภาพยนตร์ต่างชาติในประเทศไทย จะเป็นการผลักดัน Soft Power ที่มีประสิทธิภาพสูงที่ช่วยให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของประเทศเพิ่มขึ้นได้
โดยประเมินว่า หากสนับสนุนทุนสร้างซีรีส์ต่างชาติ 1 ตอน (EP) จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มได้ราว 500-1,000 คน ซึ่งคำนวณได้ว่าถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) และสามารถสร้างผลกระทบทางบวกในเชิงภาพลักษณ์ต่อประเทศไทยในวงกว้าง
พร้อมสรุปว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานระยะยาว โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่ท่องเที่ยว ส่งเสริมตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และ High Spending รวมถึงใช้ Soft Power เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือกิจกรรมวัฒนธรรม และการปรับกลยุทธ์การตลาดให้ทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่ม FIT
และเปลี่ยนวิกฤตเรื่องโครงสร้างนักท่องเที่ยวให้เป็นโอกาสในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกลับมายืนหยัดเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของโลกได้อีกครั้ง