บริษัทยุโรป ‘ติดหล่ม’ ในจีน ได้เปรียบทั้ง ‘ต้นทุนต่ำ-เร็ว’ ไม่คุ้มหนี
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (อียู) ก็มีปัญหาเช่นเดียวกับประเทศอื่นจำนวนมากทั่วโลก นั่นก็คือ “ขาดดุลการค้า” มหาศาลให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง เมื่อจีนผลิตสินค้าราคาถูกออกมา “ดัมพ์” ตลาดโลก ด้วยข้อได้เปรียบที่โดดเด่น นั่นก็คือค่าแรงถูกกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา ยิ่งเวลาผ่านไปผลกระทบยิ่งหนักขึ้นกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในของอียู ทำให้แรงงานในอียูตกงาน ถูกแย่งงานไป
ปัญหาดังกล่าวทำให้อียูพยายามจะ “ลดความเสี่ยง” จากการพึ่งพาจีนมากเกินไป กระตุ้นเตือนให้บริษัทเอกชนลดการใช้จีนเป็นฐานผลิตและกระจายความเสี่ยงไปที่อื่น ซึ่งแรงผลักดันการกระจายความเสี่ยงเร่งตัวขึ้นนับจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โรงงานในจีนไม่สามารถส่งวัตถุดิบหรือป้อนสินค้าให้กับประเทศต่าง ๆ ได้ ประกอบกับเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มีนโยบายเล่นงานจีนด้วยมาตรการทางภาษีอย่างหนัก และยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองในปัจจุบัน
ทั้งนี้จีนผลิตสินค้าประมาณ 28% ของสินค้าที่ทั้งโลกผลิต แม้ว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตั้งกำแพงภาษีเพื่อสกัดกั้น โดยยุโรปเองนั้นได้เพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของจีนมากขึ้น พร้อมกับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากจีนก็ตาม
อย่างไรก็ตามดูเหมือนความพยายามของอียูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ในการผลักดันให้บริษัทเอกชนของอียูลดการลงทุนในจีน เพราะผลสำรวจของหอการค้าสหภาพยุโรปในจีนซึ่งสำรวจจากสมาชิกเกือบ 300 ราย ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีนี้ (2026) พบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าจะยังดำเนินธุรกิจในจีนต่อไป อีก 37% ตอบว่าพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้าน “ห่วงโซ่อุปทาน” เลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ส่วนอีก 24% ตอบว่าพวกเขากระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน ทั้งเพิ่มซัพพลายเออร์ในจีน พร้อมกับการจัดหาซัพพลายเออร์ในประเทศอื่นเพื่อเป็นทางเลือก และประมาณ 3 ใน 4 ของบริษัทยุโรปในจีนยังระบุด้วยว่า สิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) การผลิตในจีนมีประสิทธิภาพมากกว่าที่อื่น
โดยรวมแล้ว 68% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าจะยังอยู่ในจีนต่อไป หรือไม่ก็ขยายธุรกิจในจีนด้วยซ้ำไป ขณะที่มีเพียง 7% เท่านั้นที่ตอบว่าจะย้ายโรงงานออกไปจากจีน หรือตั้งฐานการผลิตในที่อื่นเป็นทางเลือก
เจนส์ เอสเคอลุนด์ ประธานหอการค้าอียูในจีนบอกว่า ผลการสำรวจไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังมีการ “ลดความเสี่ยง” เลย แต่เป็นสิ่งชี้วัดว่าบริษัทเอกชนยุโรปยังคง “พึ่งพา” จีนมากขึ้นในฐานะฐานการผลิตสินค้าของพวกเขา และเมื่อมองในแง่ห่วงโซ่อุปทาน หากบริษัทไหนต้องการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ก็จำเป็นต้องใช้บริการห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของโลกทุกวันนี้ จะมีผู้แข่งขันจากจีนอย่างน้อย 1 ราย นั่นยิ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานจีนมีความได้เปรียบ
ผลสำรวจยังชี้ว่า “ต้นทุน” เป็นหนึ่งใน “เหตุผลใหญ่” ที่ทำให้บริษัทยุโรปเพิ่มการผลิตในจีน เพราะในระยะหลังถึงแม้แรงงานในจีนจะเริ่มขาดแคลน แต่กลับกลายเป็นว่าต้นทุนค่าแรงยัง “ค่อนข้างต่ำ” อยู่ดี นั่นเป็นเพราะโรงงานจีนรับเอา “ระบบอัตโนมัติ” มาใช้อย่างรวดเร็ว
เดนิส เดปู กรรมการอำนวยการของบริษัทที่ปรึกษา โรแลนด์ เบอร์เกอร์ ซึ่งช่วยหอการค้าอียูในจีนสำรวจครั้งนี้ให้ความเห็นว่า ต้นทุนแรงงานในจีนจะลดต่ำลงอยู่ดี ดังนั้นมันจะไม่ใช่ปัญหาแล้ว เพราะระดับการใช้ระบบอัตโนมัติของจีนในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ 2 ปีที่แล้วน่าทึ่งมาก เพราะถึงแม้ในระยะแรกต้นทุนระบบอัตโนมัติอาจสูงกว่าแรงงานคน แต่ระบบอัตโนมัติผลิตสินค้าได้เร็วกว่าคน ดังนั้นต้นทุนก็ถูกลง ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า “นีโอ” ของจีนซึ่งขยายตลาดไปยุโรป ใช้หุ่นยนต์ 941 ตัว ผลิตรถยนต์ในโรงงานแห่งหนึ่งโดยไม่ใช้คนเลย ทุกอย่างทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 100% และยังผลิตได้หลายรุ่นพร้อมกันอีกด้วย รวมถึงทำงานได้ 24 ชั่วโมง
รายงานของโรแลนด์ เบอร์เกอร์ระบุว่า “ระบบนิเวศ” การผลิตของจีนพร้อมกับการเข้าถึงพลังงานราคาต่ำสำหรับอุตสาหกรรม ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ ทำให้จีนมีความได้เปรียบทั้งเรื่อง “ต้นทุนและความเร็ว” นี่เป็น “กริ่งเตือนภัย” สำหรับบริษัทตะวันตก
ทางด้านบริษัทวินด์ อินฟอร์เมชั่น บริษัทซอฟต์แวร์และข้อมูลการเงินในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า กำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนในเดือนเมษายนพุ่งขึ้น 24.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับว่าเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 หากนับ 4 เดือนแรกของปีเติบโตรวม 18.2% โดยอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์มีกำไรมากที่สุด กำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัว แม้ว่าในเดือนเมษายนจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือนมีนาคม
อุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่เติบโตสูงที่สุด มีกำไรเพิ่มขึ้น 8.1% ใน 4 เดือนแรกของปี จากที่เคยหดตัว 1.4% ในช่วง 3 เดือนแรก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นช่วยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีกำไรเพิ่มเกือบเท่าตัว อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วง 4 เดือนแรกกลับมีกำไรลดลง 16.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนต้องการแก้ปัญหาการแข่งขันสูงเกินไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ อย่างไรก็ตามอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีเพื่อยืนยันแนวโน้มจริง ๆ ของอุตสาหกรรมรถยนต์
นอกจากนี้กำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าของอุตสาหกรรมเหมืองแร่และภาคที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ช่วยผลักดันให้กำไรของอุตสาหกรรมโดยรวมเติบโตเช่นกัน
ห่าว โจ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกั๋วไท่ จูหนาน อินเตอร์เนชั่นแนล เตือนว่ากำไรของภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างมากในเดือนเมษายน เป็นเพราะราคาผู้ผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นรุนแรง แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นดูเหมือนจะไม่ทั่วถึงทุกส่วน โดยกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำและไฮเทคโนโลยี แต่อีกหลายส่วนยังคงลำบาก ดังนั้นการเติบโตจึงยังเปราะบาง