Skip to content

กับดักเศรษฐกิจไทยยุคพึ่งพานำเข้าสูง จับตา 3,000 ผู้ผลิต เข้าข่าย “สวมสิทธิ”

31 ก.ค. 2568 | 08:14น.
กับดักเศรษฐกิจไทยยุคพึ่งพานำเข้าสูง จับตา 3,000 ผู้ผลิต เข้าข่าย “สวมสิทธิ”
คอลัมน์ : นอกรอบ

มูลค่าการนำเข้าของไทยเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลับมาขาดดุลการค้าเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (ปี 2022-2024) หลังจากที่เกินดุลต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2015-2021 โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ทิศทางการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้เร่งตัวขึ้นจนเติบโตเฉลี่ยราวปีละ 10% มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (2015-2019) กว่าเท่าตัว อีกทั้งยังขยายตัวสูงกว่ามูลค่าการส่งออก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเมื่อปี 2024 มีสัดส่วนสูงถึง 53% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

และทำให้ไทยขาดดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022 รวมถึงในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 ก็ยังคงมีแนวโน้มขาดดุลสะสมสูงถึงกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC บทวิเคราะห์เรื่อง Import influx trap กับดักเศรษฐกิจไทยในยุคพึ่งพานำเข้าสูง

บทบาทญี่ปุ่นลด-จีนขยับขึ้น

บทวิเคราะห์เรื่อง Import influx trapกับดักเศรษฐกิจไทยในยุคพึ่งพานำเข้าสูง จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ระบุว่า

โครงสร้างสินค้านำเข้าของไทยโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยกลุ่มเครื่องจักร, อิเล็กทรอนิกส์, พลังงาน และเหล็ก ยังคงมีสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุด หรือกว่า 60% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในมิติของประเทศคู่ค้า พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบทบาทของ “ญี่ปุ่น” ในฐานะประเทศคู่ค้าหลักทยอยปรับลดลง สวนทางกับมูลค่านำเข้าจาก “จีน” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้าที่ไทยนำเข้าสินค้ามากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ เหล็ก, พลาสติก และยานยนต์ มีการปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของปัจจัยการผลิต หรือได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของจีนมากขึ้น นับตั้งแต่สงครามการค้าระลอกแรกเมื่อปี 2018

ผู้ผลิตไทยเผชิญแรงกดดันหนัก

แม้ว่าการนำเข้าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและกลไกทางการค้าที่จำเป็นสำหรับไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับสูง แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของมูลค่านำเข้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคการผลิตในประเทศ การเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการลดทอนโอกาสในการขยายฐานลูกค้าของผู้ผลิตไทยไปยังตลาดโลก

ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น และแนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่บทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่ลดลง อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

กับดัก ศก.ไทยในยุคพึ่งพานำเข้า

ประเทศไทยและหลายชาติในอาเซียนกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการระบายสินค้าส่วนเกิน โดยเฉพาะจากจีน และประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะเดียวกัน กระแส e-Commerce และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศก็ยิ่งเร่งให้เกิดการทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างชาติ รวมถึงภาคธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1) การเร่งระบายสินค้าส่วนเกินออกจากจีน ซึ่งเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจากจีนเข้าสู่ประเทศไทยขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงเกือบ 4 เท่า ปัจจัยสำคัญคือ การขยายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ผนวกกับการมีความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและขั้นตอนทางศุลกากรให้แก่สินค้านำเข้า

2) การเติบโตของธุรกิจแพลตฟอร์มข้ามชาติที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย ไม่เพียงกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค แต่รายได้จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์เหล่านี้มักไม่ได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่

และ 3) การเพิ่มขึ้นของธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก (High Import Content) ทั้งในภาคก่อสร้าง, ร้านอาหาร, ภาคบริการ รวมถึงภาคการผลิต เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, เหล็ก และพลาสติก ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยในระดับต่ำแล้ว บางส่วนยังอาจเข้ามาลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ทำให้การดำเนินกิจการมักเน้นการนำเข้าสินค้ามาประกอบขั้นต้น ก่อนส่งออกไปยังประเทศที่สามต่อไป

3,000 บริษัทเข้าข่าย “สวมสิทธิ”

สินค้านำเข้ากำลังก้าวขึ้นมามีบทบาททดแทนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ทั้งในแง่การบริโภคและการส่งออก อีกทั้งยังพบสัญญาณที่อาจบ่งชี้ได้ว่าธุรกิจภาคอุตสาหกรรมของไทยเกือบ 3,000 แห่ง เข้าข่ายดำเนินกิจการแบบซื้อมา-ขายไป ซึ่งบางส่วนเสี่ยงที่จะเป็นเพียงโรงงานแปรรูปเบื้องต้น หรือดำเนินกิจกรรมสวมสิทธิ

ผลการวิเคราะห์โดย SCB EIC พบว่า 1.การบริโภคภายในประเทศและภาคส่งออกของไทยมีแนวโน้มพึ่งพาสินค้าที่ผลิตในประเทศลดลง และหันไปพึ่งพาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีนมากขึ้น และ 2.ธุรกิจภาคการผลิตในไทยเกือบ 3,000 แห่ง อาจกำลังดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เน้นการซื้อมา-ขายไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าบางส่วนเข้าข่ายกิจกรรม “สวมสิทธิ” แหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจร, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, พลาสติก, อะลูมิเนียม และเครื่องใช้ไฟฟ้า

SCB EIC ได้ศึกษาโดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหภาค จากมูลค่าการส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และข้อมูลระดับจุลภาคจากฐานข้อมูลงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งครอบคลุมประมาณ 150,000 กิจการในภาคการผลิตทั่วประเทศ โดยวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในระดับอุตสาหกรรมย่อย ผ่านอัตราส่วนทางการเงินหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อัตราส่วนต้นทุน (Cost Ratio), อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และอัตราส่วนรายได้ต่อสินทรัพย์ถาวร

พบว่าธุรกิจภาคการผลิตในประเทศไทยจำนวนเกือบ 3,000 แห่ง เข้าข่ายกิจการที่มีการดำเนินงานในลักษณะซื้อมา-ขายไป อาจไม่มีกระบวนการผลิตจริง หรือแม้จะมีการผลิตก็เป็นเพียงการแปรรูปขั้นต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยพบว่ามีมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในระดับต่ำ หรือมีความสามารถในการสร้างรายได้ไม่สอดคล้องกับขนาดกิจการ ซึ่งธุรกิจที่เข้าข่ายในลักษณะนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 1.04 ล้านล้านบาท ในปี 2023 หรือประมาณ 5% ของขนาดตลาดในภาคอุตสาหกรรมของไทย

ผลกระทบจากแนวโน้มดังกล่าว จะทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งในระยะยาวโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอาจค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ประเทศผู้ผลิต” ไปสู่บทบาท “ผู้ซื้อและประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานโลก และทำให้เกิดการเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมการผลิตภายในประเทศ

รูปแบบการเติบโตที่อิงกับโมเดลซื้อมา-ขายไป และกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริงภายในประเทศ อาจกลายเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ดังนั้น การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ การกำเนิดนโยบายเชิงรุกเพื่อกำกับดูแลการลงทุน ตลอดจนการคัดกรองขอบเขตและคุณภาพสินค้านำเข้า จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางทิศทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว