เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

สรรพากรเร่ง3กฎหมายฟันเลี่ยงภาษี ปิดทางธุรกิจผ่องถ่ายกำไร

07 ก.ค. 2561 | 08:01น.

อธิบดีสรรพากรรับนโยบายขุนคลังต้อน “ธุรกิจ-การค้า” ทั้งใน-ต่างประเทศเข้าระบบ เร่งดัน 3 กฎหมายภาษี เครื่องมือใหม่ยุคดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ “ภาษีอีเพย์เมนต์” เช็กธุรกรรมการเงินทุกธุรกิจ ผ่านกฤษฎีกาเตรียมเข้า สนช. ตามด้วย “ภาษีอีบิสซิเนส” ต้อนบริษัทต่างชาติเข้าระบบแวต และกฎหมายสกัดธุรกิจยักษ์ผ่องถ่ายกำไร ชูแผนพัฒนาบิ๊กดาต้าไล่ล่า “ธุรกิจหลบเลี่ยงภาษี” เผยปลายปีนี้เริ่มเดินเครื่อง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรคาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้ตามประมาณการที่ 1.86 ล้านล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ได้ตั้งเป้าหมายให้กรมสรรพากรเก็บรายได้ที่ 2 ล้านล้านบาท โดยล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ให้นโยบายกรมสรรพากรขยายฐานภาษีให้ได้มากขึ้น และสั่งการให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ออกมา

โดยปัจจุบันมีคน 2 กลุ่มที่ไม่อยู่ในฐานภาษี กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจหลบเลี่ยง แต่อาจจะไม่สะดวก กับอีกกลุ่ม เป็นพวกตั้งใจหลบภาษี หรือพวกโกงภาษี

“ปัจจุบันฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีคนยื่นแบบอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคนส่วนภาษีนิติบุคคลมีประมาณ 6 แสนรายเป้าหมายคือขยายเพิ่มขึ้น แต่จะขยายเท่าไหร่คงบอกลำบาก เพราะการขยายจะมีทั้งแนวกว้าง และแนวลึก โดยแนวกว้างก็คือดึงคนที่ยังไม่อยู่ในระบบเข้ามา และแนวลึกก็ตรวจสอบบริษัทที่อยู่ในระบบภาษีแล้วให้จ่ายให้ครบถ้วน”

เน้นขยายฐานภาษีนิติบุคคล

นายเอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพากรจะเน้นที่มาตรการฐานภาษีนิติบุคคลเป็นพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันยังมีอยู่แค่ราว 6 แสนราย โดยขณะนี้ก็มีมาตรการจูงใจหลายเรื่อง อาทิ มาตรการส่งเสริมให้ประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ที่ ครม.ได้ขยายเวลามาตรการยกเว้นภาษีการโอนทรัพย์สินต่าง ๆ ออกไปถึงสิ้นปี 2561 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการทำบัญชีชุดเดียว เป็นต้น

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการบัญชีชุดเดียวที่ ธปท.กำหนดเริ่มบังคับใช้กับสถาบันการเงิน ในวันที่ 1 ม.ค. 2562 นั้น ไม่ใช่เป็นการบังคับใช้เฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่จะใช้บังคับกับผู้ประกอบการทั้งหมด เพื่อทำให้เกิดธรรมาภิบาลมากขึ้น ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นหากยังมีผู้ทำบัญชีไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรก็จะตรวจสอบอย่างเต็มที่

“ในมุมฐานภาษีการเก็บภาษีรายย่อยไม่ได้ทำให้ภาพใหญ่เปลี่ยน แต่ทำให้ระบบดีขึ้น กลุ่มที่เป็นเป้าหมายของเรา คือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า” นายเอกนิติกล่าว

ชูระบบดิจิทัลดึงคนจ่ายภาษี

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กรณีผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ หากเข้าระบบภาษีที่ถูกต้อง จะทำให้ยอดขายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยมองว่าการที่คนเหล่านี้ไม่อยากเสียภาษี เกิดจากความไม่สะดวก ไม่มีระบบบัญชีที่ดี ดังนั้นเรื่องหลัก ๆ ที่ผลักดันในปีนี้ก็คือ ทำเรื่องที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การเสียภาษีง่ายขึ้นเรื่องแรกที่จะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ได้แก่ 1.ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ที่จะเห็นเป็นรูปธรรมในไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) ปี 2561 นี้ โดยกรมจะมีการเชื่อมระบบกับวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ให้สรรพากรพื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมกับอำนวยความสะดวกแก่วัดต่าง ๆ แล้ว

“คนโจมตีว่าเราจะไปไล่จับวัด ต้องชี้แจงว่าวัดไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่หน่วยภาษี แต่สิ่งที่เรากำลังทำ คือจะทำให้เป็นระบบ เพื่อให้คนที่ทำบุญบริจาควัด โรงพยาบาล ไม่ต้องขอใบอนุโมทนาบัตร หรือเก็บเอกสารมายื่น เพราะข้อมูลจะเข้าระบบสรรพากรทันที และทำให้ปัญหาที่เมื่อก่อนจะได้ยินกันว่า มีการไปซื้อใบอนุโมทนานำมาลดหย่อนภาษี ก็จะน้อยลงด้วย”

และ 2.ระบบการยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาที่ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสะดวกรวดเร็ว และได้รับคืนภาษีเร็วขึ้นด้วย โดยในอนาคตสรรพากรจะเปิดกว้างให้ยื่นแบบผ่านช่องทางให้บริการของเอกชนได้ ขณะที่กรมสรรพากรทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลาง

“เราจะทำเป็นแพลตฟอร์มกลาง ถ้ามีพวกสตาร์ตอัพพัฒนาแอปพลิเคชั่นการยื่นแบบภาษีขึ้นมา โดยทำตามมาตรฐานที่เรากำหนดก็รับยื่นแบบแทนได้ กรมสรรพากรก็ประหยัดขึ้นด้วย”

วิเคราะห์ข้อมูลแยกคนโกงภาษี

นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องต่อมาที่สำคัญคือการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ภาษี (data analytics) แยก “คนดี” กับ “คนไม่ดี” ออกจากกัน ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบเชื่อมโยงการเสียภาษีของธุรกิจ โดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ได้อย่างครบถ้วนขึ้น ถือเป็นการขยายฐานในแนวลึก โดยวางแผนพัฒนาระบบไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแรก เป็นการเชื่อมข้อมูลภายในของสรรพากร เช่น ข้อมูลการยื่นแบบ ภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจะเห็นว่าโดยรวมเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และจะทำให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้เสียภาษี ซึ่งจะวิเคราะห์ว่ามีความตั้งใจหลบเลี่ยงหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2 เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง 3 กรมจัดเก็บ คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ อย่างเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น รวมถึงที่จะมีการหารือกับสมาคมธนาคารไทย ในเรื่องการเชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงิน

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า หลังเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วในอนาคตก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจสอบข้อมูลการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบธุรกิจได้มากขึ้น

“ทั้งหมดนี้เป็นการทำดาต้าอนาไลติกส์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อที่จะมาตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษีโดยเฉพาะของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งการเชื่อมข้อมูลภายใน กรมสรรพากรตั้งใจไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในปี 2561 ซึ่งแค่ในขั้นนี้ก็คิดว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นได้”

ดัน 3 กฎหมายภาษีใหม่

ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรยังมีการผลักดันร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ เพื่อที่จะทำให้กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีมากขึ้น นายเอกนิติกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ถือเป็นร่างกฎหมายที่สำคัญ เพราะจะทำให้สรรพากรมีฐานข้อมูลธุรกรรมการเงินเพื่อที่จะช่วยวิเคราะห์ตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษี โดยขณะนี้กฎหมายได้ผ่านการตรวจร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็คาดหวังว่าจะให้ผ่านออกมาก่อนจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรม ได้แก่ 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี 2.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และมียอดรวมธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี

“จุดประสงค์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกับคนที่ค้าขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ค้าขายออนไลน์ แต่หมายถึงใครก็ตามที่หลบภาษี ตรงนี้ก็จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนที่จ่ายภาษีตรงไปตรงมา โดยจะต้องมีการเชื่อมโยงระบบกับสถาบันการเงิน เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้โดยตรง” นายเอกนิติกล่าว

ภาษีอีบิสซิเนสเก็บ “ต่างชาติ”

สำหรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า หลังจากมีการรับฟังประชาพิจารณ์หลายรอบก็ได้มีการปรับปรุง และโฟกัสไปที่ธุรกรรมของบริษัทต่างชาติที่มาให้บริการในประเทศไทย ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศ

“ตอนนี้รับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว หลักการคือธุรกรรมต่างชาติที่มาให้บริการในประเทศไทยต้องเสีย VAT ด้วย โดยบริษัทต่างชาติมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT ให้กรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเขาต้องลงทะเบียนเป็นผู้เสีย VAT ซึ่งร่างกฎหมายอันนี้จะไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในไทย โดยขณะนี้เตรียมนำเสนอเข้า ครม.เห็นชอบ”

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ กับภาษีอีบิสซิเนส สำคัญทั้งคู่ ต้องทำควบคู่กันไป ในส่วนกฎหมายภาษีอีบิสซิเนสก็สำคัญ เพราะปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาให้บริการกับคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายเงินสมาชิกดูหนัง หรือการโหลดเพลง โหลดสติ๊กเกอร์ ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริโภคคนไทยเป็นการชำระเงินออกไปต่างประเทศ แต่ต่อไปบริษัทเหล่านั้นเมื่อมีรายได้ก็ต้องนำส่งภาษี ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะทำตามกฎหมาย เพียงแต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายชัดเจน ในส่วนภาษีอีเพย์เมนต์ที่เป็นการรายงานธุรกรรมการเงินก็เป็นกฎหมายสำคัญที่จะครอบคลุมฐานภาษีได้กว้างกว่า

สกัดธุรกิจใหญ่ผ่องถ่ายกำไร

นอกจากนี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. (มาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน) หรือ transfer pricing ที่ปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาของสนช. โดยนายเอกนิติกล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว เป้าหมายเพื่อป้องกันกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจัดตั้งบริษัทลูกทั้งในและต่างประเทศ และใช้วิธีการถ่ายโอนเงิน จากบริษัทที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ หรือโอนจากบริษัทที่มีกำไรไปไว้บริษัทขาดทุน เพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษี ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน จะมีการกำหนดวิธีการนับการคิดคำนวณตามมาตรฐานโลก จากเดิมที่ไม่มีหลักเกณฑ์กำหนด ซึ่งกฎหมายนี้ก็จะทำให้การเก็บภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น