ทรัมป์
สหรัฐแสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทย
เดอะ พนมเปญโพสต์ (The Phnom Penh Post) สื่อกัมพูชารายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่ 2 ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซียว่า สหรัฐในฐานะผู้สังเกตการณ์การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทย
“เพื่อที่จะสนับสนุนการดำเนินการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างกัมพูชาและไทย สหรัฐจะให้ความช่วยเหลือในการวางแผนด้านทหาร อุปกรณ์ ระบบการประจำการ ระบบการเฝ้าระวังทางอากาศและอวกาศ และเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่น ๆ การให้ความช่วยเหลือนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของสหรัฐในการสนับสนุนสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน” เดอะ พนมเปญโพสต์ รายงาน
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกดดันโดยตรง ซึ่งเตือนว่าสหรัฐอาจไม่ทำข้อตกลงการค้ากับทั้งสองประเทศ หากทั้งสองประเทศยังคงสู้รบกันอยู่
ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อดีตนักการทูต ปัจจุบันเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊กกรณีสหรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่กัมพูชาเพื่อสนับสนุนการหยุดยิงกับไทย ดังนี้
1) นี่คือการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจภายนอกอย่างสหรัฐ ในความขัดแย้งชายแดน ซึ่งเดิมเป็นเรื่องระหว่างสองประเทศในภูมิภาค การให้ความช่วยเหลือด้านการทหารโดยตรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมถูกตีความได้ว่าเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งขั้วอำนาจ และอาจส่งผลต่อการวางตัวของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้
2) สหรัฐระบุว่าการให้ความช่วยเหลือนั้นมีจุดประสงค์เพื่อ “สนับสนุนการหยุดยิง” และ “สร้างสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน” แต่ในทางปฏิบัติ การให้ “การวางแผนทางทหาร ยุทโธปกรณ์ ระบบการเฝ้าระวังทางอากาศและอวกาศ” กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียด มันคือความย้อนแย้ง การเสริมอาวุธและขีดความสามารถทางทหารให้กับหนึ่งในคู่ขัดแย้ง อาจไม่ได้นำไปสู่การลดความขัดแย้ง แต่กลับอาจเพิ่มโอกาสในการปะทะกันได้มากขึ้น กัมพูชาอาจรู้สึกมั่นใจในศักยภาพของตนเองมากขึ้น
3) เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลทางอำนาจในภูมิภาคอาเซียนได้ หากสหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีบทบาทในลักษณะนี้ อาจทำให้ไทยต้องทบทวนความสัมพันธ์กับสหรัฐ และอาจต้องหันไปแสวงหาพันธมิตรอื่น ๆ ในการถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และอาจกลายเป็นสมรภูมิทางอ้อมของมหาอำนาจ
4) การที่ข่าวนี้เผยแพร่โดยสื่อกัมพูชาอย่าง The Phnom Penh Post ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะการนำเสนอข่าวจากสื่อในประเทศคู่ขัดแย้งอาจมีอคติหรือมีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองได้ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก่อนที่จะสรุปผลใด ๆ
อาจารย์ปวินมองว่า ข่าวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางทหาร แต่เป็นเรื่องของการเข้ามามีส่วนร่วมของมหาอำนาจภายนอก ซึ่งเป็นการผลิตซ้ำบทบาทของสหรัฐที่เราเคยพบเห็นมาก่อนในช่วงสงครามเย็น มันอาจจะไม่ช่วยลดปัญหา แต่กลับทำให้การแก้ไขมีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก