คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ชลิต กิติญาณทรัพย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย สมัยรัฐบาลผสม ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และนายพิชัย ชุณหวชิร เป็นรัฐมนตรีคลัง มีการเปลี่ยนแปลงที่วังบางขุนพรหม ที่มีนัยสำคัญคือ การแต่งตั้งผู้บริหารแบงก์ชาติ
รัฐบาลได้ตั้ง นายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานแบงก์ชาติ และ นายวิทัย รัตนากร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติตัวนี้ เขาเดินเกมเล่นกันแรง อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติกลุ่มหนึ่ง และนักวิชาการอีกหลายคน ออกโรงคัดค้านนายวิทัยด้วยข้อกล่าวหาแบบเดิม ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำงาน
ทีมอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติอยากได้ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ขึ้นเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพื่อจะได้สืบทอดนโยบายการเงินที่กลุ่มของตัวเองทำมานาน ทั้ง ๆ ที่สังคมตั้งคำถามมากมายถึงการดำเนินนโยบายการเงินของอดีตผู้ว่าการ และผู้ว่าการคนปัจจุบัน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ทำไมไม่ลดดอกเบี้ย ทำไมค่าเงินบาทแข็งตัว ทำไมส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากห่างกันมาก เป็นต้น
ความจริงความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน เรื่องนโยบายการเงินของพรรคเพื่อไทยกับคนแบงก์ชาติมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2544 ทั้ง ๆ ที่คุณทักษิณเป็นคนตั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ
หลังจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธรแก้ไขกฎหมายแบงก์ชาติ ชูธงความเป็นอิสระและการปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติกระทำได้ยากขึ้น ตั้งแต่นั้นมาคนแบงก์ชาติเปรียบเสมือน “กาน้ำร้อน” ที่ถึงจุดเดือดออกมาตอบโต้รัฐบาลเพื่อไทยทุกดอก
คุณเศรษฐา ทวีสิน และภาคเอกชนหลายหน่วยงาน เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยนโยบายคุณเศรษฐพุฒิตอบโต้ทันควันไม่เห็นด้วย
แล้วแบงก์ชาติยุคของนายสมชัย กับนายวิทัยจะเป็นอย่างไร
โดยตำแหน่งประธานแบงก์ชาติ ตามกฎหมายแล้วคุณสมชัยไม่น่าจะทำอะไรได้มากนัก นอกจากคอยดูแบงก์ชาติมิให้ออกนอกลู่นอกทาง พยายามลดขาดทุนสะสม (เดิม ปี 2563 ขาดทุนสะสม ล้านล้านบาท จนถึงปี 2567 ลดลงเหลือ 445 ล้านบาท) และทำหน้าที่ประเมินผลงานของผู้ว่าการแบงก์ชาติ
บทบาทหลักอยู่ที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร และคณะกรรมการนโยบายการเงิน แล้วต้องติดตามกันแบบห้ามกะพริบตา เพราะคุณวิทัย รัตนากร เป็นประธาน กนง. ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส เป็นรองประธาน หากแนวคิดทั้งสองคนไม่สอดคล้องกันแล้ว ดร.รุ่งยังมีผู้บริหารแบงก์ชาติระดับผู้อำนวยการอีก 7-8 คน เป็นกำลังสำคัญ คนกลุ่มนี้ฝีไม้ลายมือระดับ “อรหันต์” เป็นคนชงข้อมูล ชงเรื่องที่ประชุม กนง.
ล่าสุด กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ด้วยเหตุผลถูกมาตรการภาษีสหรัฐกดดัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และกระทบกลุ่มเปราะบาง SMEs เป็นต้น กนง.ลดภาษีครั้งนี้คงช่วยคลายภาระกลุ่มธุรกิจได้พอสมควร แต่เทียบแล้วน่าจะช่วยได้ไม่มากนัก เพราะปัญหาสำคัญ เอกชนกำลังเผชิญคือ “ค่าเงินบาทแข็งตัว”
ถ้าค่าเงินบาทของเราสามารถแข่งขันหรืออ่อนกว่าสกุลเงินชาติอื่น ๆ ได้ การส่งออกและการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญฉุดการเจริญเติบโตเศรษฐกิจประเทศ
นอกจากนี้ ประเด็นการปล่อยกู้ของแบงก์พาณิชย์ พูดกันมาก เงินกู้หาได้ไม่ง่าย ยากระดับน้ำลายเหนียว ว่ากันว่าเงินกู้ส่วนใหญ่ไปกองอยู่กับไม่กี่ราย ขณะที่ยอดสินเชื่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ทั้งระบบ อัตราเติบโตสินเชื่อติดลบไปแล้ว 7-8%
การบริหารค่าเงินบาทและระบบสินเชื่อ เป็นเรื่องสำคัญที่คุณวิทัยต้องแบกรับไปเต็ม ๆ แล้วคนแบงก์ชาติจะเป็นกำลังหนุนช่วยหรือตั้งป้อมด้วยกลัวถูกครอบงำ เราต้องติดตามกันต่อไป
นับจากนี้ไป เศรษฐกิจไทยจะรอดหรือไม่ นโยบายการเงินน่าจะสำคัญกว่านโยบายการคลังครับ