Skip to content

ธปท. เผยสินเชื่อติดลบ 4 ไตรมาสต่อเนื่อง ห่วง SME เจอพิษภาษีซ้ำเติม

19 ส.ค. 2568 | 17:18น.
ธปท. เผยสินเชื่อติดลบ 4 ไตรมาสต่อเนื่อง ห่วง SME เจอพิษภาษีซ้ำเติม

ธปท. เผยสินเชื่อระบบธนาคารหดตัวต่อเนื่องติดต่อ 4 ไตรมาส ยอมรับเป็นระยะเวลานานพอสมควร มองไปข้างหน้าไตรมาสที่ 3/68 มีโอกาสจะติดลบต่อ ด้านหนี้เสียขยับเล็กน้อยอยู่ที่ 2.91% อยู่ที่ 5.54 แสนล้านบาท ส่วน SM ลดลงจากการปรับจัดชั้นหนี้ ย้ำ ห่วงเอสเอ็มอีโดนผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐ ระบุ แบงก์เปิดโครงการ “เออร์ลี่รีไทร์” ไม่กระทบการบริการ แต่ลดต้นทุนการดำเนินงาน

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 2/2568 โดยรวมยังหดตัวต่อเนื่อง จากสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่องตามความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง

โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2/2568 หดตัว -0.9% ชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 1/2568 หดตัว -1.3% แต่ถือเป็นสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2567 หดตัว -2.0% และไตรมาสที่ 4/2567 หดตัว -0.4% ถือเป็นระยะเวลานานพอสมควร และคาดว่าในไตรมาสที่ 3/2568 มีแนวโน้มจะยังหดตัวติดลบ ส่วนในไตรมาสที่ 4/2568 อาจจะต้องรอติดตามสถานการณ์ หากมีแรงส่งก็สามารถปรับตัวเป็นบวกได้

ทั้งนี้ หากดูไส้ในสินเชื่อในไตรมาสที่ 2/2568 พบว่า สินเชื่อธุรกิจหดตัว -0.1% แบ่งเป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ขยายตัวได้ 2.7% ทั้งภาคการผลิตและบริการ ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกที่ยังขยายตัว และสินเชื่อเอสเอ็มอี หดตัว -6.2% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ -6.0% เป็นการหดตัวทุกเซ็กเตอร์ จะเห็นธนาคารให้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ แต่ยังคงปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเดิมและมีหลักประกัน ส่วนลูกค้าใหม่จะเข้าถึงสินเชื่อยาก
ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัว -2.2%

โดยหดตัวเกือบทุกประเภทสินเชื่อ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ขยายตัวชะลอลง 0.1% แม้สินเชื่อชะลอ แต่ในแง่เม็ดเงินปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และมาตรการภาครัฐ ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ หดตัว -9.7% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ -10.2% ซึ่งเห็นสัญญาณเชิงบวกจากยอดขายรถยนต์ และอัตรารถยึดน้อยลง ทำให้ราคารถมือ 2 เสถียรขึ้น ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต หดตัว -1.9% มาจากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร (Spending) ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ 5 หมื่นบาทต่อเดือนใช้จ่ายน้อยลง และสินเชื่อส่วนบุคคล หดตัว -0.1% จาก 0.3% ในไตรมาสก่อน

“การปล่อยสินเชื่อ หากดูเครดิตต่อจีดีพี โดยในปี 63-64 จีดีพีปรับลดลง แต่สินเชื่อยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อรักษาโมเมนตัมสภาพคล่อง แต่แนวโน้มสินเชื่อในปัจจุบัน เรายังเห็นเม็ดเงินใหม่ที่ปล่อยสินเชื่อมีอยู่ แต่การชำระหนี้คืนทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างชะลอลง หากถามว่าที่ผ่านมาเราเคยอยู่ในภาวะสินเชื่อติดลบเกิดขึ้นในปี 52 ก่อนน้ำท่วม แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสินเชื่อผงกขึ้นมาแล้ว หากเกิดแรงส่งมากพอ และมีการปรับตัวทางด้านการแข่งขันอาจกลับมาเป็นบวกได้”

สำหรับคุณภาพสินเชื่อ ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 2.91% อยู่ที่ 5.54 แสนล้านบาท จากไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 2.90% โดยหนี้เสียในกลุ่มอุปโภคบริโภคปรับลดลงเหลือ 3.29% จากไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 3.35% หนี้เสียกลุ่มธุรกิจอยู่ที่ 2.74% ขยับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2568 ที่อยู่ 2.68%

และหากดูไส้ใน จะพบว่า สินเชื่อธุรกิจ เอ็นพีแอลในส่วนธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.04% จาก 1.01% ส่วนหนึ่งมาจากการจัดชั้นหนี้เชิงคุณภาพของธนาคาร เพราะธุรกิจอาจจะมีผลการดำเนินงานที่ลดลง ไม่ได้มีการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด ขณะที่เอสเอ็มอี อยู่ที่ 7.62% ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 7.28% ขณะที่เอ็นพีแอลสินเชื่ออุปโภคบริโภค ปรับลดลงทุกหมวดประเภทสินเชื่อ ทั้งในส่วนสินเชื่อบ้านอยู่ที่ 4.06% จาก 4.10% สินเชื่อเช่าซื้อ 2.15% จาก 2.20% สินเชื่อส่วนบุคคล 2.86% จาก 2.95% และสินเชื่อบัตรเครดิต 3.21% จาก 3.35%

ส่วนสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ปรับลดลงทุกพอร์ตสินเชื่อ โดยอยู่ที่ 6.88% จาก 6.97% ซึ่งสินเชื่อธุรกิจ 6.42% จาก 6.47% และสินเชื่ออุปโภคบริโภค 7.90% จาก 8.06% ทั้งนี้ หากแยกตามประเภท สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ 4.09% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.98% มาจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพ และเอสเอ็มอีอยู่ที่ 13.04% จาก 13.26%

โดยในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภค สินเชื่อบ้านอยู่ที่ 6.04% จาก 6.16% สินเชื่อเช่าซื้อ 14.97% จาก 15.19% สินเชื่อบัตรเครดิต 4.96% จาก 5.10% และสินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 6.63% จาก 6.72%
“ทิศทางหนี้เสียเรายังมองว่ามีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในอัตราที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ โดยกลุ่มที่ ธปท.ยังคงมีความเป็นห่วง คือ กลุ่มเอสเอ็มอีที่เห็นสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง และเอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้น แม้จะลดลงบ้าง โดยเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชน ที่จะโดนเรื่องของสินค้าราคาถูกทะลัก (Import Flooding) เพิ่มเติมจากนโยบายภาษีสหรัฐ แม้จะรู้อัตราภาษีแล้วก็ตาม”

นางสาวสุวรรณี กล่าวเพิ่มเติม สำหรับความคืบหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ณ ครึ่งปีแรกของปี 2568 มียอดปรับโครงสร้างหนี้สะสม 2.54 ล้านบัญชี ยอดภาระหนี้ 1.50 ล้านล้านบาท ขณะที่ความคืบหน้าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 และเฟส 2 นับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567-18 สิงหาคม 2568 มียอดลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 3.7 ล้านราย ยอดหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท

โดยมีลูกค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านราย จำนวนบัญชี 2.2 ล้านบัญชี และลูกหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่าย จำนวน 7.4 แสนราย คิดเป็น 20% และยอดหนี้ 5.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 44% ซึ่งในจำนวนดังกล่าวประมาณ 85% จะเข้ามาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ หรือ 6.3 แสนล้านบาท เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะมีมูลค่าค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี ในจำนวน 7.4 แสนราย ลูกหนี้จะต้องเข้ามาทำเงื่อนไขสัญญา เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือได้จริง

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยหลักจากรายได้เงินปันผลตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองปรับเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบนโยบายการค้าโลก ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและปริมาณสินเชื่อที่ลดลง รวมทั้งจากมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่มีการลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้

“ส่วนที่มีแบงก์จัดโครงการเออร์ลี่รีไทร์เป็นการเปิดตามรอบ ๆ และเป็นการสมัครใจ ไม่ได้ปลดคน และยังไม่กระทบการให้บริการ เนื่องจากธนาคารก็มีการปรับตัว และมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติ ถือเป็นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และจะมีเรื่องของเวอร์ชวลแบงก์เข้ามาอีก 3 รายที่มีต้นทุนสาขา และพนักงานที่สูงกว่า โดยมองว่าทุกธนาคารพยายามลดต้นทุน”