เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“พรรคทักษิณ-คสช.” สงครามตัวแทน เส้นทางทำแท้งพลังประชารัฐ ยุบเพื่อไทย

08 ก.ค. 2561 | 23:15น.

เพราะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งหน้า (หากมี) ตามโรดแมป

“เร็วที่สุด” วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 หรือ “ช้าที่สุด” วันที่ 5 พฤษภาคมปีเดียวกัน ปรากฏการณ์มูฟของพรรคการเมือง-กลุ่มการเมืองย่อมคึกคัก

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปรากฏเคลื่อนไหวเป็น “แรงส่ง” ของ “สามสหาย” นาม “สามมิตร” ได้แก่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”-“สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สมคิด จาตุศรีทักษ์” อย่างคึกคัก-ต่อเนื่อง ทำให้ชื่อ พปชร. เฉิดฉายทั้งกระดานการเมือง

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทย (พท.) แม้ว่าจะอยู่ในช่วง “ไร้หัว” ไม่มีหัวหน้าพรรค แต่ปรากฏการ “ขยับกาย” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ข้ามทวีป ออกแรง “ห้ามเลือด” ไม่ให้ไหลไปตาม “พลังดูด”

ทว่าระหว่างทางการ “ชิงไหวชิงพริบ-ชิงเหลี่ยม” ทางการเมือง เกิด “ปัจจัยแทรกซ้อน” สกัดเกมต่อท่ออำนาจของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ-การกลับมา “แลนด์สไลด์” ของ พท.

“สุชาติ ลายน้ำเงิน” อดีต ส.ส.ลพบุรี พท. เปิดเกม “เตะตัดขา” พปชร. ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ระงับการจดจัดตั้งพรรค ภายหลัง “กระแสดูด” ของ “สามมิตร” ส่งแรงไปถึงอดีต ส.ส.พท. ให้ทิ้งพรรค-ขึ้นบัญชีย้าย

“สุชาติ” กางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตรา 169 (4) กระแทกไปยังรัฐบาล-คสช.เข้าข่ายความผิดใช้ทรัพยากร-บุคลากรของรัฐเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 30 และมาตรา 31 ห้ามให้-เสนอให้-สัญญาว่าจะให้ “เงินหรือประโยชน์” อื่นใด เพื่อจูงใจให้เข้าเป็นสมาชิกพรรค มีโทษทั้งจำ-ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ยัง “แคปหน้าจอ” แชตไลน์การติดต่อทาบทามระหว่างนายพิชัย เกียรติวินัยสกุล อดีต ส.ส.ลพบุรี และนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมากับ “สามมิตร” แนบนโยบาย 10 ข้อก่อนเลือกตั้ง และวาระการประชุม “รวมพล” อดีต ส.ส.ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัลของนายสมคิดไว้เป็นหลักฐาน-ตัวประกัน

“ชวน ชูจันทร์” ผู้ก่อตั้ง พปชร. เชื่อว่าการตั้งพรรคจะ “ไม่สะดุด”

“ไม่ใช่มีเฉพาะกลุ่มนี้ แต่มีอีกหลายกลุ่มที่อยากจะมาอยู่กับเรา แต่ไม่ได้เปิดตัว”

“ผมขอถามหน่อย ใครเห็น (เงิน) บ้าง พอย้ายพรรคก็ถูกกล่าวหาว่าถูกซื้อ เขาย้ายพรรคเพราะอยากจะทำงาน หรือเห็นว่าพรรคเราน่าจะได้เป็นพรรครัฐบาล”

ส่วน “ข้อกังขา” ความ “ได้เปรียบ” ของ “ผู้มีอำนาจ” ในรัฐบาล-คสช. เพื่อ “ดึงดูด” นั้น เขาย้อนว่า บางอย่างเป็นการสร้างกระแส สร้างราคา ต้องการให้เห็นความสำคัญ อย่าตื่นเต้นมาก

ส่วนคำถาม-คำตอบถึงเอาชื่อ พปชร.ไป “เร่ขาย” นั้น “ชวน ชูจันทร์” ประเมินว่า อาจจะชอบจริง-ไม่มีอะไรแฝง เพราะเห็นว่าเป็นพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล และเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

ถึงแม้จะมีหลายพรรคการเมือง “ชูชื่อ” พล.อ.ประยุทธ์-ลอยมาเป็น “โลโก้พรรค” แต่ทำไม “พลังประชารัฐ” จึง “เฉิดฉาย” กว่าพรรคนอมินี คสช.อื่น ๆ เขาวิเคราะห์ว่า เพราะวันนี้ “ชื่อ” ที่ถูก “ชู” เป็น “หัวหน้าพรรค” คือ “คนในรัฐบาล” จึงถูกมองว่าโอกาสที่จะได้ทำงานต่อมีสูง

“วันนี้ถ้าเป็นพรรคการเมืองอยู่ ไม่ใช่ คสช. เป็นพรรคการเมืองที่บริหารอยู่วันนี้ถ้ายุบสภาและปล่อยให้ย้ายพรรคก็ย้ายมาเยอะอยู่แล้ว รวมถึงทุนที่จะมาสนับสนุนก็มาเยอะ เพราะคิดว่ามีโอกาส”

ขณะที่ “ผู้มีอำนาจ” ในรัฐบาล-คสช. ต่างปฏิเสธกันพัลวัน-ไม่รู้ไม่เห็นกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร

คู่ขนานกัน “พรรคทักษิณ” ที่กำลัง “ไร้หัว” หมิ่นเหม่ถูกยุบพรรคหลายกรรม-หลายวาระ ตั้งแต่มีอดีต ส.ส.เพื่อไทย เดินทางไปพบนายทักษิณที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 3-5 พ.ค. 61

พีกสุด ๆ เมื่อนายทักษิณ “วิดีโอคอล” ข้ามทวีป ณ ห้องอาหารอีสานเขียว กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 61 ประกาศ “ชนะทุกเขตทั้งอีสาน”

“มาเที่ยวนี้ก็คงจะได้เอาเด็กรุ่นใหม่ ๆ มาแทนบ้าง เดี๋ยว จ.เลย โคราช ต้องมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน ดีมากเลย ผมเป็นพวกไมค์ ภิรมย์พร ไปดีเถอะนะ พี่ขออวยพร”

ก่อนจะถึง “ไคลแม็กซ์” เมื่อนายทักษิณให้สัมภาษณ์ “เอ็กซ์คลูซีฟ” สำนักข่าวบีบีซีไทย ถึงการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก่อนจะประกาศความ “มั่นใจ” ว่า หากมีการเลือกตั้งตามโรดแมป “เพื่อไทยชนะที่ 1 แน่นอน”

“ถ้าลูกผู้ชายก็อย่าไปโกง โดยเฉพาะเป็นลูกผู้ชายชาติทหารเนี่ย อย่าคิดโกงเลือกตั้งเด็ดขาด อายเค้า ไม่อายใครก็อายตัวเอง”

นายทักษิณกล่าวกับบีบีซีไทย ที่เกาะอังกฤษ ทะลุถึงหูรัฐบาลทหาร-คสช.

“พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา” เลขาธิการ กกต. รับลูกยุบพรรคเพื่อไทย ว่า กฎหมายใหม่ (พ.ร.ป.พรรคการเมือง) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถตรวจสอบได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียนว่า เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 28 และมาตรา 29 ว่าด้วยการห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือมิให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการควบคุม ครอบงำ

ชี้นำกิจกรรมของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือไม่ ซึ่งมีโทษยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองเช่นกัน

พรรคหนึ่งถูกจับตาถึงขั้นยุบพรรค อีกพรรคหนึ่งถูกเดินสายทำแท้งไม่ให้ออกมาลืมตาดูโลกการเมือง