เปิดวงเสวนา “สมรภูมิข่าวสารในวิกฤตไทย-กัมพูชา” ชำแหละบทบาทสื่อท่ามกลางสงครามไซเบอร์-เฟกนิวส์ ยกบทเรียนความมั่นคงทางข้อมูลจากแนวรบโลก เสนอสร้างภูมิคุ้มกันข่าวปลอม-เสริมจริยธรรมสื่อ เสียงเรียกร้องให้รัฐ-สื่อ-ประชาชนเดินหน้า “สื่อสารเพื่อสันติภาพ” ท่ามกลางวิกฤตข้ามพรมแดน
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” โดยมีวิทยากรผู้บรรยายประกอบด้วย “ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม” รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ “ดร.สังกมา สารวัตร” สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร
“พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส
สงครามเฟกนิวส์-ไซเบอร์
พลตรีธีรวุฒิกล่าวว่า ส่วนหัวข้อในวันนี้คือเรื่องสงครามข่าวสาร จึงข้อยกรายงานจาก World Economic Forum 2025 พบว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบันคือเรื่อง Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) Disinformation (ข้อมูลเท็จ) กลายเป็นปัญหาที่กระโดดเข้ามาเกินอันดับที่ 10 มาเป็นอันดับที่ 1 แต่ในอันดับที่ 3 เป็นปัญหาเรื่องการรบกัน ส่วนเรื่องภัยไซเบอร์อยู่ในอันดับที่ 5
“โดยเฉพาะสมรภูมิไซเบอร์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนตั้งแต่ปี 2022 มีการโจมตีทางไซเบอร์กันมาแล้วพอสมควร ทำให้โครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศใช้การไม่ได้” พลตรีธีรวุฒิระบุ
ส่วนในประเทศไทย ทาง สกมช.ได้เฝ้าระวังภัยคุกคามในมิติภัยไซเบอร์ ตั้งแต่ก่อนเหตุปะทะชายแดนที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม หลังจากมีความขัดแย้งมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนจะทราบดีว่ามีมิติรบกันทางไซเบอร์พอสมควร
โดยมีกลุ่มสนับสนุนกัมพูชามาโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ กับหน่วยงานไทย ตั้งแต่การทำให้ระบบต่าง ๆ ใช้งานไม่ได้ หรือการเข้าถึงข้อมูล การเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ หรือเพจเฟซบุ๊ก เป็นการดำเนินการคู่ขนานกันก่อนจะมีการรบที่ชายแดน จากนั้นในช่วงการรบก็มีสถิติภัยไซเบอร์เกิดขึ้นพอสมควร ซึ่ง สกมช.ได้เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาเหล่านี้
พลตรีธีรวุฒิกล่าวว่า เป็นคนชอบเสพสื่อในแพลตฟอร์มต่าง ๆ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ในฐานะคนเสพสื่อมองว่า สื่อไทยค่อนข้างระมัดระวังด้านความมั่นคง โดยมีคำชม 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.การไม่ลงภาพทางการทหาร ทำให้กัมพูชาไม่รู้ที่ตั้งทางการทหารในประเทศ เป็นสิ่งที่สื่อไทยทำได้ดีมากในการให้ความร่วมมือกับทางทหาร
2.เรื่องมนุษยธรรม ที่ผ่านมาสื่อไทยมีการเบลอรูปและใช้ภาพอย่างเหมาะสม ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้เสียชีวิตตามหลักมนุษยธรรม
3.ในช่วงที่มีข้อมูลเท็จออกมาจำนวนมาก สื่อไทยรวมตัวกันตรวจสอบข้อมูล ตั้งแต่การทำหน้าที่ของ Thai PBS Verify หรือ Cofact ซึ่งทำออกมาได้ดี ตรงนี้ต้องชื่นชมอย่างมาก
4.ข่าวไซเบอร์ ทาง สกมช.ได้ขอความร่วมมือไม่ให้สื่อไทยเผยแพร่ข้อมูลจากฝั่งกัมพูชา เพราะไม่อยากให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ออกมาตรงนี้
ส่วนข้อกังวลที่มีคือ ยังมีบางภาพที่หลุดออกไปบ้าง จากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์อย่างแน่ชัด นอกจากนี้ หลาย ๆ สื่อ รวมถึงสื่อหลายแห่งยังมีลักษณะ Clickbait ทำในลักษณะเพื่อต้องการเรียกยอดอ่าน แต่พอเข้าไปอ่านกลับไม่ใช่แบบนั้น ยกตัวอย่างเรื่องไทยยึดเขาพระวิหาร ทั้งที่ความจริงมีการตัดสินไปแล้ว ในมุมมองเสพสื่ออาจให้ต้องปรับปรุง
จากปัญหา Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) Disinformation (ข้อมูลเท็จ) มีจำนวนมาก ทำให้เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วควรมีการตรวจสอบ เพราะในยุคปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อได้ แต่ต้องมีความเป็นมืออาชีพ เพราะสื่อเป็นได้ทั้งอาวุธและเครื่องมือช่วย แต่อยากให้มองว่า อยากให้สื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหามากกว่าการเพิ่มความเกลียดชัง
บรรทัดฐานโลก “ไซเบอร์นร์อม”
ส่วนกรณี “ไซเบอร์นอร์ม” (Cyber Norms) หรือหลักปฏิบัติหรือบรรทัดฐานสากลในโลกไซเบอร์ที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับร่วมกัน ว่าจะไม่ทำอะไรบางอย่างและจะต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้โลกไซเบอร์ปลอดภัย และป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีสารสนเทศถูกใช้ทำร้ายกันเอง พลตรีธีรวุฒิกล่าวว่า ถ้าพูดถึงกฎหมายไซเบอร์ระหว่างประเทศ มีหลายประเทศพยายามนำเสนอเข้ามาในเวทีสหประชาชาติ
แต่ของไทยออกมาเป็นเรื่องไซเบอร์นอร์มก่อน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติทางไซเบอร์ที่เหมาะสมร่วมกัน ส่วนนี้ทาง สกมช.ก็พยายามให้กลุ่มที่สนับสนุนไม่ละเมิดไซเบอร์นอร์ม เพราะไซเบอร์เป็นอีกมิติหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กัน
ด้าน ดร.ชำนาญกล่าวว่า ในฐานะกองทุนพัฒนาสื่อฯ เราห่วงใยในเรื่องข้อมูลเท็จ จริง ๆ ไม่อยากเรียกว่าเป็น Fake News เพราะไม่อยากให้ค่าว่าเป็น News แต่ปัญหาข้อมูลเท็จส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
รวมถึงมีผลกระทบในวงกว้างในแง่ของความรู้สึกนึกคิดของสังคม ซึ่งจริง ๆ เราไม่เคยเจอในแง่ที่เรามีศัตรูที่เป็นผู้กระทำโดยรัฐ หรือ State Actor แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และเชื่อว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะประเทศที่ใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ ยูเครน หรือไต้หวัน เคยเจอปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง
“ที่จริงแล้วอาจเป็น New Normal ที่คนไทยจะต้องทำความคุ้นเคยและสร้างภูมิคุ้มกัน ว่าจะมาพัฒนาศักยภาพในการคัดกรองข่าวสารกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้ยังมีการแยกกันไม่ออกระหว่าง AI Deepfake กับข้อมูลจริง
ถ้าเรามองเห็นภาพอะไรขึ้นมาต้องวิเคราะห์ ทำ Geolocation ได้ หรือวิเคราะห์จาก Background ได้ว่า ภาพนี้เกิดจากชายแดนหรือไม่ ผมว่าต่อไปนี้การแยกข้อมูลเท็จจากข่าวจริงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน เพราะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งให้สังคม” ดร.ชำนาญกล่าว
ดร.ชำนาญกล่าวต่อว่า ในฐานะที่กองทุนพัฒนาสื่อเป็นหน่วยงานส่งเสริม ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ในประเด็นรู้เท่าทันสื่อ เรื่อง Hate Speech แต่หลังจากนี้ประเด็นเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤต จะเป็นหัวข้อที่ต้องหยิบยกมาสนทนาเพิ่มเติม เพราะในหลายประเทศมีการพัฒนาเรื่องเหล่านี้
“ถ้าเทียบกับกัมพูชา ประเทศเผด็จการ ผมว่าสื่อเสรีในไทยดีกว่า เพราะหากตั้งคำถามกลับไปว่า คนกัมพูชารู้หรือไม่ว่าญาติพี่น้องทหารที่สูญเสียไปอยู่ที่ไหน ขณะที่เรามีสื่อเสรีถือว่าเป็นเสาที่ 4 ของสังคมที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ต้องกำหนดว่าจะหาวิธีการอย่างไรที่สื่อจะสามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และรักษาความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน” ดร.ชำนาญ กล่าว
ส่วนการทำหน้าที่สื่อมวลชนในสถานการณ์เช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ดร.ชำนาญ ยกตัวอย่างกรณีสมรภูมิฟอล์กแลนด์ สำนักข่าว BBC ที่ออกมาทำข่าว แต่ไม่ได้อวยรัฐบาลทั้งหมด แต่ได้รายงานถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจ หรือชีวิต และทรัพย์สิน เพราะในเวทีโลกรับรู้ว่าอาร์เจนตินาเป็นฝ่ายรุกรานก่อน ทำให้ต้องถามตัวเองก่อน ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเราต้องการอะไร ต้องเป็นยุทธศาสตร์ชาติ
“แม้ประเทศไทยจะได้ดุลทางการค้ามากมาย สินค้าไทยเป็นที่ยอดนิยมในกัมพูชา หรือการมีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย แต่ความขัดแย้งตรงนี้เราจะแยกประเทศออกจากกันได้หรือไม่ จึงต้องกลับมาคิดว่าความขัดแย้งครั้งนี้มาจากกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง ถ้ามองแยกให้เห็นก็จะพบว่าประชาชนไม่เกี่ยวข้อง อย่าพัฒนาจนเป็นความชังชาติ เพราะในระยะยาวยังต้องอยู่ด้วยกัน” ดร.ชำนาญกล่าว
หนุนตั้ง Fact-Checking
ดร.ชำนาญกล่าวด้วยว่า ถึงแม้ข้อมูลปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่สามารถตรวจสอบได้จากเครื่องมือต่าง ๆ ว่าเป็นภาพจากที่ไหน เป็นภาพจริงหรือไม่ และอยากให้สำนักข่าวต่าง ๆ สนใจเรื่องนี้ในการตั้ง Fact-Checking ของตัวเอง เพราะจะเป็นฐานข้อมูลความถูกต้องเพื่อนำไปอ้างอิง โดยเฉพาะหากใครเจอข้อมูลใดไม่ถูกต้องก็สามารถแจ้งไปถึงสำนักข่าวนั้นได้
“สิ่งสำคัญจากบทเรียนนี้อาจไม่ใช่เรื่องการสื่อสารในทางสงคราม แต่จะทำอย่างไรให้สื่อสารเรื่องสันติภาพ แล้วนำประเด็นให้คนทั้ง 2 ฝั่งเห็นความสำคัญการอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติ และป้องกันสงครามในอนาคต” ดร.ชำนาญกล่าว
ถ่ายทอดประสบการณ์พื้นที่จริง
ขณะที่นายก่อเขตกล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ชายแดน เห็นจากชิ้นงานที่ออกมาชัดเจนว่าถูกกำกับโดยรัฐบาลตัวเอง ทำให้ข่าวสารมีเอกภาพมาก และเป็นไปเพื่อประโยชน์ในสงครามลูกผสม ส่วนสื่อของไทยถือว่าให้ความร่วมมือกับทางการ โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยที่ตั้ง ไม่เปิดเผยการปฏิบัติการทางทหาร หรือภาพบังเกอร์ที่หลบภัยไม่ได้ถ่ายภาพกว้าง เพราะถ่ายให้เห็นแค่บังเกอร์เท่านั้น
ส่วนด้วยเทคโนโลยีที่สื่ออาจคิดไม่ถึงว่า การถ่ายด้วยสมาร์ทโฟนแล้วนำไปแทร็กย้อนหลังได้ว่าเป็นพื้นที่ไหน อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามจะมาทำอะไรได้ ตรงนี้เองที่ชาวบ้านก็ไม่สบายใจ
“นักข่าวตอนแรกก็ถามว่า เราปกปิดขนาดนี้แล้วจะมีปัญหาอะไรอีกหรือไม่ เราไม่สามารถรายงานได้เลยใช่หรือไม่ว่า เพราะได้เห็นชาวบ้านหนีจากบ้านมาอยู่ในบังเกอร์ จนเป็นผลกระทบของฝ่ายพลเรือนในความขัดแย้งครั้งนี้” นายก่อเขตกล่าว
นายก่อเขตกล่าวว่า ที่ยกตัวอย่างมาให้เห็น เพราะว่าเราไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว ไม่ได้ทราบว่าสิ่งใดต้องระมัดระวัง แต่ก่อนสื่อจะรู้ว่าไม่ควรรายงานจุดไหน แต่ขณะนี้มีรายละเอียดมากไปกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มาอยู่ในศูนย์พักพิงก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภาพที่ออกไปอาจดูแล้วไม่ดี อาจต้องเบลอหน้าบ้าง เพราะในแง่การบอกเล่าคุณค่าข่าวต้องยอมตรงนี้
เปิดสมรภูมิข่าวสาร
นายก่อเขตกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้น อันดับแรกต้องดูก่อนว่าเรามีกี่สนามรบ ที่เรียกกันว่า Hybrid Warfare ซึ่งมาจากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่ด้านการทูต ข้อมูลข่าวสาร การทหาร หรือเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้การสู้กัน เราใช้ปฏิบัติการทางอากาศไปยังที่ตั้งทางการทหารของฝ่ายตรงข้ามที่มีความจำเป็น โดยเน้นไปที่เป้าหมายทางการทหารเท่านั้น สื่อต้องนำเสนอออกไปอย่างน่าเชื่อถือ
นายก่อเขตกล่าวว่า สำหรับ Thai PBS ให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวชายแดนในหลายมิติ นอกเหนือจากปฏิบัติการทางทหาร แต่จะเน้นไปที่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ถึงแม้จะเป็นคำธรรมดามาก แต่มีความหมายและยิ่งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบกับคนในพื้นที่ ตั้งแต่การค้าขายชายแดนที่มีแสนกว่าล้านจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือชาวบ้าน 2 ประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป
นายก่อเขตกล่าวด้วยว่า ส่วนมิติความมั่นคงไม่ใช่แค่การทหาร เราอาจบรรลุเป้าหมายทางความมั่นคงในพื้นที่ แต่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์คืออะไร ถ้าต่อไปมีเหตุปะทะขึ้นมาอีก การปฏิบัติการในทางลึกจะเป็นอย่างไร จะต้องเตรียมการระหว่างการคุยกับคนในประเทศและต่างประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของเรา
ต้องเข้าใจว่าเป็นปฏิบัติการทางทหารตามความจำเป็น โดยจะต้องเป็น Single Messages ที่ออกมาต้องเป็นเอกภาพชัดเจน และต้องมีรายละเอียดว่าต้องใช้กับอินฟลูเอนเซอร์ตรงไหน ส่วนสื่อหลักต้องเสนออะไร รัฐบาลจะพูดอะไร
สร้างเอกภาพ Single Messages
“จุดสมดุลที่ว่าไม่ใช่แค่พื้นที่และคนเท่านั้น แต่อยู่ที่จิตใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเราเรียกว่าเป็นความขัดแย้งที่กระทบต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่ ถ้าทำให้เห็นว่ามีคนของคุณทำให้เดือดร้อนทั้งประเทศ จะนำไปสู่เรื่องปฏิบัติการพิเศษ 7 ขั้นตอน ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศของเขา โดยที่ไม่ต้องเกิดการปะทะและการสูญเสียทางทหาร ผมเชื่อว่าขณะนี้ยังดำเนินการกันอยู่ แต่เราชัดเจนแบบนี้ให้เหมือนกัน น่าจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นประโยชน์ในสันติภาพระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ” นายก่อเขตกล่าว
นายก่อเขตกล่าวว่า เรื่อง Single Messages เป็นสิ่งสำคัญ แต่จะเกิดขึ้นหลังจากเจตจำนงทางการเมืองจากรัฐบาลก่อน เช่น รัฐบาลว่าอย่างไรต่อกรณีนี้ ถ้ารัฐบาลบอกรีบหยุดยิง แต่ถ้าทหารบอกเอาแล้วเหรอ มันกำลังนะ ก็อาจเกิดความไม่เป็นเอกภาพทางความคิดขึ้นมาทันที ดังนั้น รัฐบาลต้องทำความเข้าใจร่วมกันกับแม่ทัพนายกอง หลังจากนั้น Single Messages จึงเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายอย่างไรกับคนในประเทศและนอกประเทศ
“ถึงเราจะช้ากว่าฮุน เซน ถึงแม้เขามี Single Gateway ที่เราอาจเสียเปรียบ แต่ถึงข้อมูลเราจะช้ากว่า แต่น่าเชื่อถือกว่า ไม่มี Fake News สามารถตรวจสอบได้ ความชัดเจนได้มากกว่า เมื่อเทียบกับของเขาที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ” นายก่อเขตกล่าว
นายก่อเขตกล่าวด้วยว่า ขอให้ทุกฝ่ายซึ่งหมายถึงรัฐบาล ทหาร หรือสื่อมวลชน มองเป้าหมายร่วมกันจริง ๆ และพยายามไปถึงจุดนั้น ถึงแม้จะมีบางส่วนไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องรับฟัง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่อนข้อ หรือเป็นการยอมให้ แต่ความมั่นคงไม่ใช่แค่รบชนะอย่างเดียว แต่การชนะคือการไม่รบแล้วมาพูดคุยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความคาดหวังของสื่อมวลชนอยู่แล้ว
โซเชียลมีเดียปั่นความเกลียดชัง
ด้าน ดร.สังกมากล่าวว่า ตั้งแต่มีสถานการณ์กัมพูชา เด็ก ๆ ที่สอนเคยเล่าให้ฟังว่า ไม่ได้นอน เพราะต้องช่วยปั่นแฮชแท็กทั้งคืน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นอกจากความสนใจที่เกิดขึ้น ข่าวที่เด็ก ๆ ได้มาเป็นแบบไหน ขณะนี้เรื่องไทย-กัมพูชาถูกพูดถึงในระดับอาเซียน โดยเฉพาะ ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ออกมาพูดว่า โซเชียลมีเดียเป็นตัวปั่นทำให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรง และเกิดการคลั่งของกลุ่มปีกขวาอย่างรุนแรง ซึ่งแต่ละคนมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ถ้าอยู่ตรงกลางก็จะเป็นพื้นที่ที่สื่อจะทำหน้าที่ให้สามารถคุยกันได้
ดร.สังกมากล่าวว่า แต่ RMIT มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย บอกว่าคนเจน Z ในจำนวนร้อยละ 40 ที่ตามข่าว ไม่ตามข่าวในกระแสหลัก แต่ตามจากอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้เกิดประเด็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มแชร์ข่าวจากส่วนนี้ แต่ต้องยอมรับว่าภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ทำให้คนแยกไม่ออก ถึงแม้จะดูจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ย่อยข่าวให้ก็ตาม
กัมพูชาปิดกั้นเสรีภาพสื่อ
ดร.สังกมากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้คุยกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เขาพูดคุยกัน พบว่าการออกข่าวของกัมพูชาได้เปรียบไทย เพราะขนาดสื่อต่างประเทศไปอยู่อย่าง CNN หรือ AFP ที่เดินทางไปก็ถูกปิดกั้นเสรีภาพ ตั้งแต่การกักตัวตามด่าน และถูกตรวจอุปกรณ์อย่างละเอียด เขายอมรับว่าเสรีภาพที่นั่นไม่ได้มีเท่าประเทศไทย
ดร.สังกมากล่าวด้วยว่า การสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤตต้องคิดแบบก้าวหน้า ต้องยิ่งตรวจสอบมากขึ้น ต้องยิ่งเปิดพื้นที่ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เหมือนที่พูดกันว่า ศึกครั้งนี้มี 4 แนว ตั้งแต่เศรษฐกิจ การทูต การทหาร สื่อ แต่ตอนนี้ได้รับคำชมจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เป็นประเทศที่ไม่ได้มี Single Gateway คือหมายความว่าเราไม่ได้โดนบล็อกแบบกัมพูชา