ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ตามการฟื้นตัวของหุ้นวอลล์สตรีต (Wall Street) หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาวเวลล์ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อวันที่ 22 ส.ค.
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ตามการฟื้นตัวของหุ้นวอลล์สตรีต (Wall Street) ขณะที่นักลงทุนต่างคาดการณ์เพิ่มว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า จากการส่งสัญญาณในถ้อยแถลงไปในแนวทางประนีประนอมของนายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมสัมมนาประจำปีเมื่อ 22 ส.ค.
ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% โดยดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในฮ่องกงพุ่งขึ้น 2.7% ขณะที่หุ้นเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 0.9% อยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี
ในขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นและดัชนีหุ้นสหรัฐ และยุโรป (EU) ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอความเสี่ยงบางส่วนในวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาวเวลล์ ขณะที่ราคาพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐปรับตัวลงเล็กน้อย ส่งผลให้กำไรบางส่วนลดลง หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาวเวลล์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสองปีเพิ่มขึ้นหนึ่งจุดพื้นฐาน (One Basis Point) ที่ 3.71% และดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.1% หลังจากขาดทุนเป็นสัปดาห์ที่ 3 ในขณะที่ราคาทองคำร่วง
นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 84% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางเดือนกันยายน หลังจากที่นายพาวเวลล์ส่งสัญญาณจากสุนทรพจน์ที่แจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบายก่อนที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาสู่เป้าหมายอย่างเต็มที่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการจ้างงานที่อ่อนลง ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเผชิญกับบททดสอบสำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ผลประกอบการของบริษัทเอ็นวิเดีย (Nvidia Corp.) และจุดพีกของฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น Petro China Co., BYD เป็นต้น
เหอเป่ย์ เฉิน (Hebe Chen) นักวิเคราะห์จาก Vantage Markets กล่าวว่า สัญญาณของนายพาวเวลล์จะทำหน้าที่เป็นกาวปิดรอยร้าวในตลาดเอเชียที่กำลังสั่นคลอนเล็กน้อย และสำหรับนักลงทุน ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้จะเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้ชื่นชอบความเสี่ยงต่อไป จนกว่าจะถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟด (FOMC) ครั้งต่อไป ในวันที่ 16-17 ก.ย.ที่จะถึงนี้
เมื่อเปรียบเทียบในช่วงก่อนที่นายพาวเวลล์จะกล่าวสุนทรพนจ์เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นในการลงทุนอ่อนลง โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลงติดต่อกัน 5 วัน ซึ่งเป็นภาวะขาลงติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. หลังจากที่วอลล์สตรีตลดการคาดการณ์ ว่าเฟดกำลังจะลดต้นทุนการกู้ยืม อย่างไรก็ดี สุนทรพจน์ของนายพาวเวลล์ได้ช่วยระงับความกังวลและส่งผลให้ดัชนีหุ้นพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.
นายพาวเวลล์กล่าวว่า แม้ว่าผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อราคาจะเห็นได้ชัดในขณะนี้ แต่ยังคงมีคำถามว่าสิ่งนี้จะจุดชนวนภาวะเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นหรือไม่ สถานะปัจจุบันของตลาดแรงงาน ซึ่งทั้งอุปสงค์และอุปทานแรงงานที่ลดลงนั้นน่าสงสัย โดยนี่อาจเป็นถ้อยแถลงครั้งสุดท้ายในฐานะประธานเฟด ก่อนที่เขาจะหมดวาระลงในเดือน พ.ค. 2026
จิน เยว่จวี (Jin Yuejue) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในโซลูชั่นสินทรัพย์หลายประเภทจาก JPMorgan Asset Management ในฮ่องกงกล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่าเฟดให้ความสำคัญกับความกังวลเรื่องความอ่อนแอของการจ้างงานมากกว่าภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากคำปราศรัยนั้น “ค่อนข้างชัดเจน” ว่าเฟดพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายแล้ว
หุ้นจีนเป็นที่จับตามอง โดยมีคำถามมากมายว่าตลาดจะสามารถฟื้นตัวได้อีกแค่ไหน จากความกังวลเกี่ยวกับภาษีการค้าและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่หยั่งรากลึกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ลดลงจากการปรับฐานอย่างกะทันหัน แต่นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่ากำลังจะเกิดภาวะฟองสบู่
โฮมิน ลี (Homin Lee) นักยุทธศาสตร์มหภาคอาวุโสจาก Lombard Odier Ltd. ในสิงคโปร์กล่าวว่า ตลาดอาจคาดการณ์ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคจะดีขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม แต่ตลาดกระทิง (Bull Market) จะไม่สามารถยั่งยืนได้ หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 0% และอำนาจการกำหนดราคาของบริษัทต่าง ๆ ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ
นอกจากนี้ เอ็นวิเดียกำลังเตรียมรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันที่ 27 ส.ค.ที่จะถึงนี้หลังตลาดปิด นักเทรดต่างหวังว่าเอ็นวิเดียจะสามารถบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI และยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าการพุ่งขึ้นล่าสุดของตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเพียงฟองสบู่ด้านเทคโนโลยี
เอ็นวิเดียมีน้ำหนักมากที่สุดในดัชนี S&P 500 ที่เกือบ 8% และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชิป AI ทำให้เอ็นวิเดียเป็นดาวเด่นของตลาดโดยรวม โดย 40% ของรายได้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี อาทิ เมต้า (Meta) ไมโครซอฟท์ (Microsoft)