ตีกลับผังใหม่เหมืองทองอัครา ยันเป้าเดิมปีนี้ขุดแร่ทองคำ 7.5 หมื่นออนซ์
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ตีกลับแผนผังใหม่ “เหมืองทองอัคราฯ” หลังขอขยายขุดหาแร่ทองคำกว้างและลึกขึ้นในพื้นที่เดิม พร้อมขอให้แก้แบบเว้นทางน้ำ ถนน และสาธารณะอื่น ๆ เพื่อไม่ให้กระทบชุมชน ด้าน “อัคราฯ” พร้อมทำตาม มั่นใจใช้เวลาพิจารณาไม่นาน ลุยขุดแร่ใหม่ทันสิ้นปี 2568 แน่ ตั้งเป้า 75,000 ออนซ์ไม่เปลี่ยน ขึ้นแท่นส่งค่าภาคหลวงสูงที่สุด
นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ทำกิจการเหมืองแร่ทองคำได้ยื่นขอปรับแก้ผังโครงการใหม่ เพื่อที่จะให้มีโอกาสในการขุดแร่ทองคำได้มากขึ้น จากการขยายขอบเหมืองและลึกลง ซึ่งหลังจากกรมและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ร่วมกันตรวจพิจารณาคำขอดังกล่าว พบว่าในแบบผังใหม่นั้นยังติดประเด็นเรื่องทางเทคนิค เช่น ขอบเหมืองใกล้ถนนมากเกินไป ขณะนี้จึงยังไม่ได้พิจารณาให้การอนุญาตในส่วนนี้เพิ่ม จึงได้ส่งกลับ และมีคำสั่งให้กับทางอัคราฯแก้ไขแผนผังใหม่อีกครั้ง

“เราต้องสั่งให้แก้แบบใหม่ แม้ว่าแบบแผนผังใหม่ที่เขาส่งมาจะมีรายละเอียดมากแล้วก็ตาม แต่เราก็ต้องดูให้ละเอียดที่สุด เพราะเราไม่อยากให้มันเป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์มาแทรกแซงจากหน่วยงานที่มีอำนาจในการตรวจสอบ เพราะอัคราฯถือว่าเป็นรายที่พิเศษ เหมืองทองมันมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน มันมีประเด็นเยอะ ทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อม ชุมชนในพื้นที่ ซี่งการจะทำอะไรมันต้องรอบคอบให้มากที่สุด”
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อัคราฯได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอแก้ไขแผนผังโครงการทำเหมืองไปตั้งแต่ปี 2567 โดยการขอขยายบ่อเหมืองให้มีพื้นที่กว้างขึ้น และขุดลงไปให้ลึกลง โดยยังคงอยู่ในพื้นที่สัมปทานเดิม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ทางภาครัฐได้ดำเนินการเข้ามาตรวจสอบและลงพื้นที่ต่อเนื่อง

ล่าสุดรับทราบว่าทางกรมเหมืองฯ ได้มีคำสั่งให้แก้ไขแบบแผนผังใหม่ เนื่องจากพบปัญหาทางเทคนิค เช่น การเว้นระยะห่างจากทางน้ำสาธารณะ ทางถนน ซึ่งในผังโครงการบทบรรยายมีการระบุระยะห่างที่เป็นบัฟเฟอร์โซนไว้อยู่แล้ว แต่ในแผนที่และลักษณะของพื้นที่จริงอาจจะไม่ตรงกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเป็นปัญหาอะไรที่ไม่สามารถปรับแก้ได้ ซึ่งทางอัคราฯได้ลงพื้นที่กับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ในขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขอีกครั้ง จากนั้นจะส่งไปตามกระบวนการของเส้นทางเดิม คือกลับไปที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ จากนั้นจะกลับมาที่กรมเหมืองฯ หากอยู่ในขั้นตอนนี้แล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อพิจารณา ซึ่งมั่นใจว่าแบบแผนผังใหม่นี้จะได้รับการอนุญาตภายในปี 2568 นี้แน่นอน จะทำให้อัคราฯมีความสามารถที่จะผลิตทองคำจากการทำเหมืองให้ขึ้นสู่ระดับที่ 75,000 ออนซ์ได้ ส่งผลให้รายได้ของอัคราฯเพิ่มขึ้น จากตัวเลขผลประกอบการในปี 2567 มีรายได้หลักจากการทำเหมืองที่ 3,265 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้น 251 ล้านบาท
“พื้นที่ 3,000 ไร่ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก มันเป็นเรื่องปกติที่มันจะเจอพวกทางน้ำ เราก็เอากลับมาแก้ไขกันใหม่ ว่าจะเว้นอย่างไร จะปรับยังไง ที่เราต้องขยายและขุดลึกลงก็เพราะเรารู้ว่ามันมีแร่ทองคำอยู่ แต่อาจไม่ใช่เกรดที่สูง ต่อให้เป็นเกรดต่ำ แต่ปริมาณมันมาก บวกกับช่วงราคาทองคำ ตอนนี้อยู่ในขาขึ้นมันก็คุ้มที่จะทำ”
สำหรับเป้าหมายในปี 2568 ตั้งเป้าปริมาณแร่ที่ขุดได้ 75,000 ออนซ์ เพิ่มขึ้นจาก 2567 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50,000 ออนซ์ในส่วนของค่าภาคหลวง อัคราฯนำส่งให้กับรัฐบาลไปแล้วถึง 650 ล้านบาท ในอัตราที่ 18% ของราคาทองคำ หรือประมาณ 520 บาท/กรัม ณ ราคาทองประมาณ 3,500 บาทกว่า/กรัม และยังจ่ายเงินบำรุงพิเศษอีก 32.5 ล้านบาท จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้กับทางภาครัฐอีก 21% ของค่าภาคหลวง
นอกจากนี้ ยังนำเงินส่งเข้ากองทุนอีก 4 กองทุนคือ 1.กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ต้องจ่าย 10% ของค่าภาคหลวง ซึ่งกำหนดไว้ว่าปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท 2.กองทุนพัฒนาหมู่บ้านพื้นที่รอบเหมือง 5% ของค่าภาคหลวงปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท 3.กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และ 4.กองทุนประกันความเสี่ยง ทั้ง 2 กองทุนนี้บริษัทต้องจ่ายในอัตราเท่ากันคือ 3% ของค่าภาคหลวง หรือปีหนึ่งต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท โดยรวมแล้วทั้ง 4 กองทุน บริษัทต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 65 ล้านบาท