Skip to content

นับถอยหลัง ‘อ่างวังโตนด’ EHIA ใกล้หมดอายุ ส.ค.69

03 ก.ย. 2568 | 14:51น.
นับถอยหลัง ‘อ่างวังโตนด’ EHIA ใกล้หมดอายุ ส.ค.69

การเตรียมความพร้อมเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC 3 จังหวัด ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ในระยะยาวอาจจะต้องมานั่งทบทวนกันหรือไม่ โดยเฉพาะในสภาพอากาศแปรปรวนภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น แม้ปี 2568 มีปริมาณน้ำที่เพียงพอ แต่อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เพราะบทเรียนอีอีซีขาดแคลนน้ำอย่างหนักเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2563 ต้องไปขอแบ่งปันน้ำปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรจากลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ไปช่วยภาคอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

อ่างวังโตนดลูกผีลูกคน

ครั้งนั้น หน่วยงานภาครัฐรับปากคนจันทบุรีจะดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ระบุว่า ก่อนที่จะผันน้ำไปอ่างประแสร์ จ.ระยอง ใช้ในพื้นที่ EEC ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ คลองหางแมว และคลองวังโตนด ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำคัญรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคตของคนในจังหวัดจันทบุรี และภายในอีอีซีเอง

โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทาน ถึงวันนี้เกือบ 18 ปีแล้ว แต่โครงการไม่มีความคืบหน้า เพราะติดปัญหาการขอใช้พื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ขยายผลไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ทำให้คณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนดหวั่นวิตกจะก่อสร้างไม่ได้และสูญเสียโอกาสสำคัญที่จะได้แหล่งน้ำที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ EEC และจังหวัดจันทบุรี

ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด ผู้ผลักดันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนดได้มีส่วนร่วมและติดตามมาโดยตลอดระยะเวลา 18 ปี ความคืบหน้าโครงการประมาณ 80% แต่กลับมาติดปัญหาสำคัญ คือการขอใช้พื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด 11,983 ไร่ จากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น แบ่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ 5,792 ไร่ ไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใด เพราะสภาพป่าเสื่อมโทรม และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน

Wang Ton Reservoir

แต่พื้นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 6,191ไร่ ยังไม่ได้หนังสือยินยอม และยังขอให้ลดพื้นที่เหลือเพียง 657.79ไร่ ทำให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาไม่ได้ การดำเนินงานต้องหยุดชะงักไป

ตามโครงการของกรมชลประทานมีระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี (ปี 2569-2574) ถ้าล่าช้าออกไปจะเกี่ยวโยงกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment : EHIA) ที่กรมชลประทานทำการศึกษาผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (คก.วล.) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 มีระยะเวลา 5 ปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระยะเวลาเหลือเพียง 11 เดือนเท่านั้น

“หลังมติ ครม. วันที่ 7 เมษายน 2552 คณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนดพยายามผลักดันให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมาโดยตลอด และมาติดปัญหาสำคัญการขออนุญาตใช้พื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 6,191ไร่ แต่ได้รับความเห็นชอบเพียง 657.79ไร่ และให้ลดขนาดอ่างเก็บน้ำจาก 99.55 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 75 ล้าน ลบ.ม. ทำให้โครงการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผนงานของกรมชลประทาน และที่สำคัญ คือ EHIA ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบจะสิ้นสุดลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 หมายถึงโอกาสที่จะได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดแทบไม่มีโอกาส” ผศ.เจริญกล่าว

จันท์ฝนมากแต่น้ำไม่ลงอ่าง

ผศ.เจริญ ปิยารมย์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) หมดอายุวันที่ 10 สิงหาคม 2569 การสร้างอ่างวังโตนดจะไม่สามารถดำเนินการได้อีกเลย เพราะต้องย้อนกลับไปนับหนึ่งใหม่ และอนาคตการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นใหม่ในประเทศไทยแทบไม่มีโอกาส ส่วนการลดขนาดอ่าง ถ้าสร้างแล้วควรทำขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณน้ำให้มาก หรือการชะลอโครงการออกไป งบประมาณยิ่งสูงขึ้น และที่หลายคนเข้าใจว่าภาคตะวันออกฝนตกมากไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในอ่างยังไม่เพียงพอ

“แม้ว่าในกระบวนการที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ลดขนาดอ่าง 99.5 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 75 ล้าน ลบ.ม. ด้วยเหตุผลกระทบกับผืนป่าและสัตว์ป่า นอกจากการลดขนาดอ่างเก็บน้ำให้เล็กลงแล้ว EHIA ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (คก.วล.) เห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ไม่แน่ใจว่า EHIA ต้องศึกษาใหม่ ซึ่งอาจจะต้องมาพิจารณากันอย่างรอบคอบอีกครั้ง หากขนาดที่ลดลงไม่มีผลต่อการเก็บกักน้ำมาก ไม่ต้องออกแบบใหม่ หรือทำ EHIA ใหม่” ผศ.เจริญกล่าว

ผศ.เจริญกล่าวต่อไปว่า เสียดายโอกาสการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดที่รัฐบาลในช่วงที่ผ่าน 2 รัฐบาล ที่ยังแก้ไขปัญหาการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่สำเร็จ แต่กลับมีความพยายามยกเลิกมติ ครม. วันที่ 7 เมษายน 2552 ให้นำน้ำไปใช้ในพื้นที่ EEC โดยไม่ต้องก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด

Wang Ton Reservoir

การเปลี่ยนแปลง เลขาธิการ สนทช. นายดนุชา พิชยนันท์ ที่มาจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ด้วยศักยภาพ ดุลยภาพ และด้วยประสบการณ์และเป็นนักบริหารจัดการที่มองภาพรวม และในตำแหน่ง เลขาธิการ กนช. ความจำเป็นที่ต้องเร่งรัดการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด น่าจะเกิดขึ้น เป็นความหวัง ในเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดไม่ถึง 1 ปี

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี (ปี 2569-2574) มูลค่าการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดทั้งเขื่อน 6,400 ล้านบาท เฉพาะตัวเขื่อน 1,500 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยในบริเวณพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของลุ่มน้ำคลองวังโตนด ประมาณ 65% รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสนับสนุนพื้นที่ EEC ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.

ป่าเปลี่ยนสภาพชาวบ้านทำกิน

แหล่งข่าวจาก ต.ขุนส้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ให้ข้อมูลว่า สภาพความเป็นจริงป่าไม้ในพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เปลี่ยนสภาพเป็นไม้โตเร็วไปหมดแล้ว มีชาวบ้านเข้ามาทำมาหากิน ก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ปี 2562 โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดหากการก่อสร้างที่ระยะเวลาไม่แน่นอน ยืดเยื้อ ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่ 500 กว่าแปลงที่สำรวจไว้แล้ว เป็นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

จากการคิดตัวเลขในวันสำรวจ และมีค่าชดเชยให้เกรงว่าระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไปนานหลายปีมีผลต่อการตัดสินใจเพาะปลูกพืชต่าง ๆ ถ้าลงทุนปลูกไม้ภายหลังการสำรวจจะไม่ได้ค่าชดเชย แต่ถ้าไม่ปลูกพืชเป็นการเสียโอกาส ถ้าไม่มีการก่อสร้างตามโครงการที่สำรวจไว้ครั้งนี้ จะกลับมาสำรวจใหม่ ศึกษาใหม่ ชาวบ้านคงไม่ยินยอมแล้ว เพราะราคาที่ดินจะสูงขึ้น อ.แก่งหางแมว จากเดิมที่ไร่ละไม่กี่หมื่นบาท ตอนนี้ราคาพุ่งไร่ละ 400,000-500,000 บาท

ความหวังตอนนี้คงรอลุ้น นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คนใหม่ ที่พลิกขั้วเข้ามาเป็นความหวังให้คนจันทบุรี ก่อน EHIA ของ “โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด” จะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ว่าจะได้ไปต่อหรือไม่