Skip to content

มิติใหม่ ‘กรมราชทัณฑ์’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่โลกหลังกำเเพง

08 ก.ย. 2568 | 08:17น.
มิติใหม่ ‘กรมราชทัณฑ์’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่โลกหลังกำเเพง

เป็นครั้งแรกของ “ประชาชาติธุรกิจ” เครือมติชน ที่ได้รับเกียรติจาก “ชาญ วชิรเดช” รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้พาชมโลกในมิติใหม่ ณ เรือนจำกลางจังหวัดชลบุรี พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษถึง “โมเดลต้นแบบ” ของการรวมพลัง “สร้างคนดีคืนสังคม” ฉลองครบรอบ 110 ปี กรมราชทัณฑ์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม

การพัฒนาคือหัวใจสำคัญ

“กรมราชทัณฑ์ มีภารกิจหลัก 2 ด้าน คือ ควบคุมและแก้ไข แม้จะดูขัดแย้งกัน แต่ต้องทำควบคู่กัน โดยมีจุดร่วมที่สำคัญคือ การพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถและหล่อหลอมจิตใจไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำอีก”

ที่สำคัญ ต้องใช้ “การพัฒนานำการควบคุม” เพราะผู้ต้องขังคือเพื่อนมนุษย์ เพียงแต่เคยทำผิดพลาด ด้วยสภาพสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ มีชีวิตที่ไม่พร้อม สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ครอบครัวแตกแยก หรือขาดโอกาสทางการศึกษา ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ

ครอบครัวจึงเป็นรากฐานต้นน้ำที่สำคัญมาก ๆ ในการสร้างคน ด้วยความรับผิดชอบของกรม “มือหนึ่งถือกุญแจ มือหนึ่งถือชอล์ก” เราต้องพัฒนาการสอน จะทำอย่างไรให้ผู้ต้องขังกลับตัวกลับใจ เมื่อพ้นโทษไปแล้วจะได้มีงานทำ ไม่กระทำผิดซ้ำ

กรมราชทัณฑ์

ปัจจุบันกรมมีผู้ต้องขังทั่วประเทศ (ข้อมูล 1 สิงหาคม 2568) จำนวน 300,246 คน แบ่งเป็นชาย 262,688 คน หญิง 37,558 คน จากอดีตมีสูงถึง 4 แสนคน ได้ลดลง 2 แสนคนช่วงก่อนโควิด-19 แต่หลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาคนตกงาน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายมีมากขึ้น จำนวนผู้ต้องขังก็เพิ่มตาม

ขณะที่กรมมีข้าราชการ 1 หมื่นคน เป็นผู้คุม 60% คิดเป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 40 ของผู้ต้องขัง ซึ่งไม่เพียงพอ จากมาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 1 ต่อ 5

อย่างไรก็ตาม กรมยังเดินหน้าส่งเสริม พัฒนา การฝึกอาชีพผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่องตามนโยบาย และมุ่งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน และผู้ประกอบการแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประกอบอาชีพและแข่งขันได้ในตลาดแรงงานเมื่อพ้นโทษ

พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาส “ฝึกงานจริง” และมีช่องทางการทำงาน ควบคู่ไปกับการสร้างอัตลักษณ์ และภาพลักษณ์เชิงบวกของ “ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ” จากฝีมือผู้ต้องขังที่มีการดีไซน์ให้ทันสมัย ผ่านการจำหน่ายทั้งตลาดออฟไลน์และออนไลน์

ในอดีตการพัฒนาผู้ต้องขังจะทำโดยภาพรวม แต่ปัจจุบันต้องดึงศักยภาพของผู้ต้องขังแต่ละคนให้ได้มากที่สุด ตรงกับความถนัดผ่านโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการน้อมนำโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์มาปฏิบัติตาม

ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อกรมราชทัณฑ์ อาทิ โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ส่งเสริมและพัฒนาการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ, โครงการห้องสมุดพร้อมปัญญา, โครงการกำลังใจ, โครงการโคกหนองนา และ TO BE NUMBER ONE เป็นต้น

กรมราชทัณฑ์

ผลิตภัณฑ์-ร้านค้า ก้าวสู่ยุคสมัย

ด้วยความตั้งใจในการรีแบรนด์ทั้ง “คน” และ “สินค้า” ผ่านการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพในเรือนจำ ทำให้ผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน งานประดิษฐ์จากผ้า งานศิลปหัตถกรรม งานช่างสิบหมู่ อาหารและเบเกอรี่ ทั้งนวดแผนไทย ล้วนโดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น ราคาก็จับต้องได้

“ชวนชม” คือ ร้านอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับกรม ในเรื่องความสะอาด อร่อย ไม่แพง กรมจึงพัฒนาร้านต่อเนื่องทั้ง “CooK&Coff” และ “หับเผย คาเฟ่” ปัจจุบันมี 122 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคและ 23 แห่ง ได้รับการประกาศให้เป็น “เรือนจำท่องเที่ยว” อย่างเป็นทางการ แต่ละที่มีจุดเด่น-จุดขาย เสน่ห์ของเครือร้านอาหารคือพนักงานคือผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานไม่ต้องจ้างคนจากภายนอก

ที่สำคัญคือได้สร้างทักษะที่ใช้ได้จริงเมื่อพ้นโทษ โดยมีแขนงวิชาชีพที่ฝึกครอบคลุมตั้งแต่การทำอาหาร การเกษตร บริการสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ดนตรี ศิลปะการแสดง ฯลฯ

ระบบการฝึกเช่นนี้ ทำให้หน้าร้านแข็งแรงในแง่คุณภาพ ความหลากหลาย หลังบ้านก็เป็นห้องเรียนที่ต่อยอดทักษะชีวิตและอาชีพ กลายเป็นจุดหมายใหม่ที่ผู้คนสามารถมากิน ดื่ม เรียนรู้ และท่องเที่ยวได้ โมเดลนี้ช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาคนจากห้องครัว สวนผัก เวิร์กช็อป จนถึงหน้าร้าน

“ทุกจุดคือบทเรียนจริงที่เปลี่ยนทักษะให้เป็นรายได้ในวันข้างหน้า เป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสครั้งที่สองให้กับผู้ต้องขัง”

การรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการฝึกวิชาชีพ ส่งเสริมทักษะการทำงาน ทั้งการจ้างงานผู้ต้องขัง ฝึกอบรมเฉพาะรายสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมลายพระราชทานโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือกับ บริษัท เอสซีจี จำกัด เป็นต้น

กรมราชทัณฑ์

ส่งเสริมความรู้-อ่านลดโทษ

หนึ่งในนโยบายสำคัญของกรม คือการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขังอย่าง “โครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ” (Read for Release) เพื่อส่งเสริมความรู้จากการอ่าน สร้างนิสัยรักการอ่าน เพื่อการพัฒนาและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

เรือนจำนำร่องมี 21 แห่ง ซึ่งเริ่มขับเคลื่อนการอ่านหนังสือ เพื่อประกอบการเลื่อนชั้นในรอบเดือนเมษายน 2568 โดยมีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,059 คน

การอ่านหนังสือประกอบการเลื่อนชั้นต้องมีผลประเมินการอ่านหนังสือจำนวน 2 เล่ม (หนังสือประเภทบังคับ 1 เล่ม และหนังสือประเภทเสรี 1 เล่ม) โดยไม่ซ้ำกับหนังสือที่เคยใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนชั้น ซึ่งผู้ต้องขังต้องแสดงความสามารถจากการอ่าน 6 รูปแบบ (ผู้ต้องขังเลือก 2 รูปแบบ) คือ การเล่าเรื่อง การเขียน อ่านออกเสียง ทำแผนที่ความคิด วาดภาพ และสร้างสรรค์ผลงาน ปัจจุบันมีผู้ต้องขังผ่านการประเมินแล้ว 970 คน คิดเป็น 91.60%

เรือนจำอุตสาหกรรม แก้ปัญหาแรงงาน

ที่น่าสนใจ กระทรวงยุติธรรมมีนโยบายให้ “ความยุติธรรมสำหรับทุกคน หรือความยุติธรรม นำประเทศ” เพื่อแก้ไขและฟื้นฟูผู้กระทำผิด ลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเหลื่อมล้ำที่เป็นรูปธรรมด้วยหลักนิติธรรม กรมต้องพัฒนา 6 ด้าน ทั้งการศึกษา เกษตร ทักษะพิเศษ ผลิตภัณฑ์ กีฬา และอุตสาหกรรม

สำหรับเรือนจำอุตสาหกรรม กรมได้ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีการค้าการลงทุนการจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่สามารถประยุกต์ใช้การฝึกวิชาชีพรูปแบบใหม่ด้วยการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจในพื้นที่จังหวัด

ภายใต้หลักการ “ภาคธุรกิจขาดแคลนแรงงาน ผู้พลั้งพลาดในเรือนจำ สามารถทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนได้” ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย สำหรับผู้ต้องขังในการทำงาน ในระบบโรงงาน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและให้แก่ผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ภายหลังพ้นโทษ

กรมเริ่มขับเคลื่อนนโยบาย 1 เขต 1 เรือนจำอุตสาหกรรมตั้งแต่ 2566 โดยให้เรือนจำประธานเขตคัดเลือกเรือนจำที่มีศักยภาพและความพร้อม จัดตั้งเป็นเรือนจำอุตสาหกรรมมีแล้ว 11 แห่ง ใน 10 เขต

กรมราชทัณฑ์

เรือนจำอุตสาหกรรมถือเป็นฟังก์ชั่นสำคัญในการคืนคนดีสู่สังคม ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานคน เรือนจำอุตสาหกรรมจึงเหมาะกับพื้นที่ที่เป็นจังหวัดอุตสาหกรรม เช่น ภาคตะวันออก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง

ที่สำคัญ ผู้ประกอบการยุคใหม่ที่เป็นสตาร์ตอัพ ถ้าจะไปเช่าพื้นที่ในนิคมต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ถ้ามาใช้พื้นที่ของเรือนจำอุตสาหกรรม ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ แค่มาสร้างโรงงาน กรมจะเป็นผู้ดูแลจัดหาแรงงานให้ และเอกชนก็ลดหย่อนภาษีได้ ทั้งได้รับ BOI และคิดค่าแรงปีแรกเพียง 50%

หลายอุตสาหกรรมต้องการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอดีตหาง่าย ราคาถูก แต่ปัจจุบันอาจไม่ใช่แล้ว เมื่อแรงงานเหล่านี้อพยพ อย่างภาคตะวันออกเมื่อไปทำล้งทุเรียนก็ไปกันหมด ทำให้ภาคธุรกิจอื่นขาดแคลนแรงงาน วิธีคิดของแรงงานข้ามชาติเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการ

“กรมจึงเสนอทางออก ทำไมไม่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนไทยและคนในพื้นที่เดียวกันมีโอกาสทำงาน สร้างความแข็งแรงให้คนไทยด้วยกัน ซึ่งผู้คนโลกหลังกำแพงเราก็สร้างให้พร้อมแล้ว”