Skip to content

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์ชัยนาท หนุน ‘ปลูกข้าวโลว์คาร์บอน’ แห่งแรก

28 ก.ย. 2568 | 17:31น.
สยามคูโบต้า เปิดศูนย์ชัยนาท หนุน ‘ปลูกข้าวโลว์คาร์บอน’ แห่งแรก

กว่า 14 ปีแล้วที่สยามคูโบต้า ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเกษตรของประเทศไทย เดินหน้า “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” เพื่อพัฒนาเกษตรอย่างครบวงจร ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมการยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศ

ปัจจุบันได้เข้าไปพัฒนาชุมชนต้นแบบและจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯแล้ว 7 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าเกษตรทิพย์ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ, ศูนย์เรียนรู้ฯผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ, ศูนย์เรียนรู้ฯห้วยตาดข่า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี, ศูนย์เรียนรู้ฯตอนิมิตร อ.สูงเม่น จ.แพร่, ศูนย์เรียนรู้ฯหนองผักบุ้ง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์, ศูนย์เรียนรู้ฯเขานาใน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี

และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ฯแห่งใหม่ ที่ “บ้านพระแก้ว” อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ถือเป็นศูนย์เรียนรู้ฯแห่งที่ 7 และเป็นแห่งแรกในภาคกลาง ซึ่งได้พัฒนาเป็นชุมชนเกษตรต้นแบบด้านนวัตกรรมโซลูชั่นเพาะปลูกข้าวครบวงจร รวมถึงเป็นศูนย์การปลูกผักเชิงพาณิชย์แห่งแรกของสยามคูโบต้า ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

kubota

หนุนชัยนาทสู่การพัฒนายั่งยืน

นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้ามุ่งขับเคลื่อนนโยบายหลักเพื่อก้าวสู่การเป็น “Global Major Brand” ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร-นวัตกรรมการเกษตรของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ผ่าน Smart Farming ควบคู่กับการบริหารจัดการตามหลัก K-ESG ที่เน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

คาซึโนริ ทานิ
คาซึโนริ ทานิ

นายวิทยา ชพานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดชัยนาทมีนโยบาย “ชัยนาทโมเดล” ที่ส่งเสริมอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ได้นำแนวคิด BCG Economy มาใช้ยกระดับการปลูกข้าวรักษ์โลกและสินค้าเกษตรปลอดภัย ควบคู่ไปกับการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาตลาดชุมชน ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตชุมชน เพื่อเสริมสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับประชาชนจังหวัดชัยนาท อย่างรอบด้าน

สยามคูโบต้าได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ในการปลูกข้าว และปลูกผักเชิงพาณิชย์ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบครบวงจร ที่ไม่เพียงสามารถสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการหลอมรวมชุมชนให้เข้มแข็ง พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง

ชูปลูกข้าวโลว์คาร์บอนครบวงจร

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าได้เข้ามาสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เพื่อพลิกโฉมให้เป็นชุมชนเกษตรต้นแบบด้านนวัตกรรมโซลูชั่นเพาะปลูกข้าวครบวงจร ทั้งยังเป็นศูนย์การปลูกผักเชิงพาณิชย์แห่งแรกของสยามคูโบต้า ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้ให้เติบโตกว่า 40% ภายในปี 2569

kubota

โดยมีหัวใจสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาการเกษตร ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีการเกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ทั้งการทำนาดำ นาหยอดน้ำตม และนาหยอดแห้ง อีกทั้งนำร่องปลูกข้าวด้วยแนวทางเกษตรคาร์บอนต่ำ เกษตรปลอดนาหว่าน เกษตรปลอดการเผา การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

2) ด้านการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด ส่งเสริมการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปีด้วยการปลูกพืชมูลค่าสูง ได้แก่ พืชผักสวนครัวเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐาน GAP กว่า 9 ชนิด ได้แก่ โหระพา ต้นหอม มะเขือ พริกจินดา เป็นต้น พร้อมทั้งต่อยอดเป็นโรงคัด ตัด แต่งและบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP เพื่อเป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิกภายในกลุ่มเกษตรกร โดยอาศัยกระบวนการปลูกที่นำระบบ IOT (IOT Water Pump) มาใช้เป็นระบบควบคุมการให้น้ำผ่านมือถือ สามารถตั้งเวลาการให้น้ำได้ ช่วยลดการใช้น้ำเกินจำเป็น ซึ่งระบบนี้ช่วยลดต้นทุนแรงงาน 1,200 บาท/สัปดาห์ และเพิ่มผลผลิต 20% บนพื้นที่ 1 ไร่

3) ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ได้วางแผนโครงสร้างการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ ให้เกษตรกรได้มีบทบาทในการบริหาร

kubota

“ได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นการปลูกข้าวโลว์คาร์บอนครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมดินโดยใช้ ‘ไบโอชาร์’ ช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน ส่วนการเพาะปลูกได้ส่งเสริม ‘การทำนาเปียกสลับแห้ง’ เพื่อลดการขังน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซมีเทน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกร ‘อัดฟางข้าว’ เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอชาร์ สำหรับใช้ในขั้นตอนเตรียมดินต่อไป เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่เป้าหมาย NET ZERO 2050 อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ได้ศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย”

ต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ

นายบุญฤทธิ หอมจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ยและสารเคมีที่สูงขึ้น รวมถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่มีราคาสูง แต่กลับได้ผลผลิตน้อยและไม่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ราคาข้าวที่ผันผวน และสภาพอากาศที่แปรปรวน เกษตรกรจึงต้องอยู่ในภาวะขาดทุน จนกระทั่งสยามคูโบต้าได้เข้ามาพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว ในปี 2563

บุญฤทธิ หอมจันทร์
บุญฤทธิ หอมจันทร์

สยามคูโบต้าได้เข้ามาส่งเสริมเกษตรกรให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร รวมถึงองค์ความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ เช่น แทรกเตอร์ เครื่องหยอด รถดำนา โดรนการเกษตร และรถเกี่ยวนวดข้าว ทำให้การทำงานมีความแม่นยำและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์เรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและได้คุณภาพผลิตผลที่ดียิ่งขึ้น

จนกระทั่งปี 2565 สามารถสร้างรายได้ก้อนแรก 15,000 บาท และพัฒนาช่องทางการขายผ่านออนไลน์เฟซบุ๊กและยูทูบ ในปี 2567 เริ่มมีออร์เดอร์จากบริษัทเข้ามารับซื้อเพื่อส่งออก และมีออร์เดอร์จากร้านอาหารชื่อดังในจังหวัด ทำให้รายได้เติบโตขึ้นเป็น 150,000 บาท ส่งผลให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คาดว่าปี 2568 ทางกลุ่มจะมีรายได้รวม 500,000 บาท

kubota

ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้ฯมีจำนวนสมาชิก 42 คน พื้นที่เกษตร 750 ไร่ แบ่งเป็น การปลูกข้าว จำนวน 726 ไร่ (ข้าวหอมปทุม, สายพันธุ์ กข41 กข57 กข63 และหอมมะลิ105) และการปลูกผักสวนครัวเชิงพาณิชย์ จำนวน 24 ไร่ (ไม้ผล ผักสวนครัว และหัวหอม)

“เรารับปากแล้วว่า เราจะทำเกษตรคาร์บอนต่ำให้เป็นต้นแบบของภาคกลาง ซึ่งการเข้ามาของสยามคูโบต้าครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกและเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับเรา เพราะความหวังต่อไปไม่ใช่แค่การพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง เพื่อคนในชุมชน แต่เป็นทั้งจังหวัดชัยนาทด้วย” นายบุญฤทธิกล่าวทิ้งท้าย