Skip to content

‘สีหศักดิ์’ พบหารือ รมต.ญี่ปุ่น ภายหลัง JETRO กดดันกัมพูชาเปิดด่านทางบกกับไทย

29 ก.ย. 2568 | 16:53น.
‘สีหศักดิ์’ พบหารือ รมต.ญี่ปุ่น ภายหลัง JETRO กดดันกัมพูชาเปิดด่านทางบกกับไทย

‘สีหศักดิ์’ แจ้งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นถึงท่าทีไทยเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา ในการหารือสองฝ่าย นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ภายหลังจากที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นและ JETRO กดดันให้กัมพูชาเปิดด่านทางบกกับไทยโดยเร็วที่สุด เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ

กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายอิวายะ ทาเกชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (UNGA) ครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2025

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายอิวายะ ทาเกชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม UNGA เมื่อ 26 กันยายน เวลาท้องถิ่น

ทั้งสองฝ่ายยินดีกับมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างสองประเทศและความสำคัญของความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือต่าง ๆ อย่างเต็มที่ อาทิ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น (High Level Joint Commission : HLJC) นอกจากนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ของไทย และจะให้การสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานและความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่

ไทยได้ขอบคุณญี่ปุ่นที่ผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งท่าทีของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ำความปรารถนาของไทยที่จะเห็นสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี พร้อมทั้งได้ขอบคุณญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 (อนุสัญญาออตตาวา) ที่มีบทบาทแข็งขันในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือกับไทยเพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างกัน

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเปิดด่าน อ้างอิงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 1/2568 ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา การเปิดด่านจะมาพร้อมกับเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปรับอัตราอาวุธ และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อ 12 กันยายนที่ผ่านมาว่า ตราบใดที่ 3 ข้อนี้ไม่เกิด การเปิดด่านก็เป็นเพียงแนวคิดที่เสนอในที่ประชุม

“มีหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดน ตามที่กระทรวงได้รับรายงาน ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการปิดพรมแดนกระทบห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพื่อให้การผลิตสินค้าในอนุภูมิภาคนี้ของญี่ปุ่นกลับมาเป็นปกติ” นายนิกรเดชกล่าว

“ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เอกสารองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO ระบุผลการประชุมภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น-กัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางการขนส่งข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง หากยังปิดต่อไป กัมพูชาอาจสูญเสียเสน่ห์การลงทุน ตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์พลัสวัน

ในครั้งนั้น นายอัตสึชิ อุเอโนะ เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่พรมแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชาที่ถูกปิด และเรียกร้องให้เร่งฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์โดยเร็ว

และย้ำว่า หากการปิดพรมแดนยังดำเนินต่อไป กัมพูชาอาจสูญเสียเสน่ห์สำหรับการลงทุนของญี่ปุ่น ในยุทธศาสตร์ไทยแลนด์พลัสวัน (Thailand Plus One ซึ่งเป็นนโยบายไทยที่สนับสนุนภาคธุรกิจญี่ปุ่น ใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน)

นายโคจิ ฟุกุฮาระ ประธาน JBAC ยังชี้แจงถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทสมาชิก ซึ่งได้แก่ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การเลื่อนแผนการขยายกิจการ และผลกระทบต่อแรงงานชาวกัมพูชาอันเนื่องมาจากการปรับลดการผลิต พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางการขนส่งข้ามพรมแดนอีกครั้ง