คอลัมน์ : Politics policy people forum
วันนี้ น้ำเงิน-ภูมิใจไทย เอาชนะเกมอำนาจ ได้เป็นรัฐบาล ชิงความได้เปรียบทั้งเป็นฝ่ายบริหาร และยังมีฝ่ายสนับสนุนอย่าง สว.สีน้ำเงิน เป็นฝ่ายนิติบัญญัติสภาบนคู่ขนาน กลายเป็นศูนย์อำนาจแห่งใหม่ เพราะ สส.แต่ละพรรค ไหลเข้าไปใต้ร่มพรรคภูมิใจไทย
ฝ่ายแดง-พรรคเพื่อไทย หลังจากเป็นรัฐบาล 2 ปี กลับเดินพลาด สูญเสียอำนาจ กลับไปเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่ผลงานนโยบาย 2 ปี ยังไม่ออกดอกออกผล เป็นชิ้นเป็นอัน
ผู้นำจิตวิญญาณอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในวิบากกรรม ขณะที่ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ วันข้างหน้า มิอาจกลับไปเป็นแคนดิเดตนายกฯได้ เพราะติดคุณสมบัติต้องห้าม
ฝ่ายส้ม-พรรคประชาชน เป็นฝ่ายค้าน ยกมือหนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แห่งภูมิใจไทย ได้เป็นนายกฯ แต่ตนเองเป็นฝ่ายค้าน จึงถูกแปะป้ายเป็นฝ่ายค้ำหรือไม่ เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ครบตามเงื่อนไข MOA 4 เดือน
3 ก๊ก 3 ขั้ว 3 ข้าง ต้องใช้เวลา 4 เดือน ขับเคี่ยว-แข่งขัน สู่การเลือกตั้งในอีก 140 วันข้างหน้า
น้ำเงินแข็งแกร่ง ร้อยอัพ
“สติธร ธนานิธิโชติ” นักวิชาการรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ฉากการต่อสู้ 3 ก๊ก หลังจากกางแผนที่การเมือง สำรวจความเคลื่อนไหวรายเขต เริ่มจาก “สีน้ำเงิน” ภูมิใจไทย จะสร้างผลงานเป็น “สปริงบอร์ด” ชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งได้หรือไม่ ว่า สีน้ำเงินยังไงก็ขึ้น แข็งแกร่งมาก ปัจจัยการเป็นรัฐบาล ได้เปรียบในการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องสร้างผลงานเอาแค่พอประมาณ เพราะ 4 เดือนสั้น ๆ ทำแค่โครงการคนละครึ่งอย่างเดียวก็จบแล้ว ที่เหลือประคองสถานการณ์ อย่าให้มีเหตุการณ์เฉพาะหน้า ตอบสนองสถานการณ์ไม่ดี
ตัวอย่าง เช่น กรณีถนนทรุด ไปติดตามไม่ล่าช้าก็จบ การทำงาน 4 เดือนก็ประมาณนี้ นิ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ หอมปากหอมคอ ของกำลังขาขึ้นก็ไปต่อได้
“สติธร” คำนวณว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.หลักร้อยขึ้นไป “เมื่อมี สส.จากพรรคอื่นไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ก็การันตีว่าในการเลือกตั้งก็จะได้ สส.หลักร้อย ปาร์ตี้ลิสต์ไปลุ้นว่าจะได้เท่าไหร่ ขึ้นกับผลงานตอนเป็นรัฐบาล ในขณะที่คู่แข่งไม่ได้ปรี๊ดปร๊าดมาก ฝ่ายอนุรักษนิยมที่เคยเลือกพรรคลุงตู่ (รวมไทยสร้างชาติ) ก็ไม่มีตัวเลือกอื่น มีตัวเลือกอื่นแค่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถ้ารีแบรนด์ไปเป็นประชาธิปัตย์ยุคเก่า พรรคภูมิใจไทยก็อาจปาร์ตี้ลิสต์ไม่เยอะ เพราะต้องแบ่งกัน แต่ถ้าไม่มีคู่แข่งพรรคอื่นน่าจะได้ สส.ร้อยกว่าคน ได้อยู่แล้วขึ้นกับปาร์ตี้ลิสต์”
ส่วนการคุมกลไกอำนาจต่าง ๆ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบแค่ไหน “สติธร” ตอบว่า ทำให้ฐานเสียงอุ่นใจไม่มีใครมารังแก อย่างน้อย ๆ เกรงใจ คนก็อำนวยความสะดวกให้ เพราะฐานเสียงประเภทหัวคะแนนโยงเครือข่ายอำนาจรัฐอยู่แล้ว ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน การเมืองท้องถิ่น เครือข่ายพวกนี้หวังพึ่งพิงอำนาจรัฐ ก็จะได้เปรียบ
ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยก็มีโอกาสได้ สส.ถึง 100 คน แต่มีปัจจัยแทรกซ้อน คือ ความแรงเกินเหตุของส้ม ทำให้บางพื้นที่ที่น่าจะได้ สส.กลับไม่ได้ คือ ให้พรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) มาตัดคะแนนกับพรรคเพื่อไทย แล้วหวังว่าพรรคตัวเองจะได้ แต่พรรคก้าวไกลตัดแล้วแซงหมดทุกพรรค ทำให้หลายที่พลาด
ดังนั้น เมื่อส้มไม่แรงเท่าเดิม เมื่อส้มตัดแดง น้ำเงินชนะ ก็จะเข้าเกมเดิม และยังมีตัวเติม คือ นักการเมืองที่อยู่กับพรรคอื่น ไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย
ในพื้นที่ที่แข่งกันหลายพรรค 4 เส้า วันนี้มารวมกับพรรคภูมิใจไทยหลายเขตแล้ว เช่น ภูเก็ต มีหลายเขตที่ตัดกันเอง ถ้าไม่ตัดกันเอง พรรคก้าวไกลก็ไม่ชนะ และตอนนี้ พรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เขตที่เคยตัดกัน สี่-ห้าเส้า วันนี้มีพรรคภูมิใจไทยเป็นศูนย์รวม ที่เคยแข่งกันก็มารวมหมด
ดังนั้น สนามภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย มีแค่พรรคกล้าธรรม กับพรรคประชาชน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็มีบางที่ที่อาจเหลือรอดอยู่ เช่น บางเขตในนครศรีธรรมราช ถ้าบ้านใหญ่ เดชเดโช ไม่ย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนที่เหลือก็เท่ากับ พรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (ที่เตรียมจะย้ายเข้าภูมิใจไทย)
สีก็จะกลายเป็นน้ำเงินเกือบหมด ส่วนพรรคกล้าธรรมก็ไปตีจังหวัดของพรรคประชาชาติ และตีบางจังหวัดที่เคยเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง “เดชดิศม์ ขาวทอง” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจย้ายไปผนวกกับพรรคกล้าธรรม แต่ภาคใต้ก็ยังเป็นพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือก็แซมด้วยพรรคประชาธิปัตย์บางจุด
ส่วนภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานใต้ พรรคภูมิใจไทยมีสิทธิที่จะได้ทั้งแถบ ทั้งอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์
เพื่อไทยต่ำร้อย 70-80 ที่นั่ง
ส่วนสีแดง-พรรคเพื่อไทย “สติธร” วิเคราะห์ว่า แนวโน้มเหลือแค่เหนือบน อีสานกลาง และรอดูกลุ่ม 3 มิตร ของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน” ถ้ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ก็ยังได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง กลาง ถ้าเหนือบน แถบ จ.น่าน จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ ส่วน จ.ลำปาง เคยถูกส้มทุบก็ไม่แน่ว่าจะได้ อีสานกลาง ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี ก็จะพอเชื่อใจได้ น่าจะยังอยู่พรรคเพื่อไทยต่อ ส่วนอีสานเหนือ อย่างขอนแก่น น่าจะถูกพรรคภูมิใจไทยแบ่งพื้นที่ไป ส่วนฝั่งอีสานฝั่งสกลนคร นครพนม มุกดาหาร พรรคภูมิใจไทยก็มาแรง อาจจะทวงพื้นที่คืนจากพรรคเพื่อไทยได้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลจะเหนื่อย
ส่วนแบรนดิ้ง “ทักษิณ” พรรคเพื่อไทยยังสามารถใช้เป็นจุดขายได้หรือไม่ “สติธร” กล่าวว่า ตัวพลิกเกมให้เพื่อไทยคือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าดูแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย คือ คุณอนุทิน ยังไม่มีเสน่ห์ทางการเมืองมาก แต่อยู่ในระดับที่ดีกว่าคนอื่นเท่าที่มีในหน้าตักตอนนี้
“แต่เมื่อถึงสนามเลือกตั้งจริง ๆ อาจมีตัวใหม่มาทำให้คนอยากลอง อาจเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทยมีลุ้น สมมุติดัน ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยคุณทักษิณ หรือ พินทองทา ชินวัตร ลูกสาว โยนคนหนุ่ม คนสาว ลงสนาม แล้วอารมณ์เกิดอยากเลือกขึ้นมาก็เกิดกระแสได้”
“ตัวทักษิณ คือแค่ทุนเดิม คนเบื้องหลังป้อนความเป็นตำนาน Legacy ถ้าแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ลูก ก็จะมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ และอยู่ Performance ตอนหาเสียง ต้องมีตัวตนของเขาอยู่ ถ้าขายแบบนี้ก็ยังมีโอกาส”
“ตัวคุณทักษิณก็ยังเป็นตัวตรึง สส.ที่ยังลอยัลตี้กับพรรค ต้องรีบสร้างความรู้สึกว่ายังมีโอกาสไปต่อได้ เพราะยุบสภา สส.ก็ต้องรีบคิดแล้วว่าจะย้ายไปไหน แต่ถ้ารู้สึกว่าอยู่กับเพื่อไทยก็พอได้ เขาก็อาจจะอยู่ ก็จะทำให้ตัวเลข สส.ขึ้น และสามมิตรยังอยู่เป็นกอบเป็นกำ คาดหวังจำนวน 70-80 พอลุ้น แต่ถ้าพวกนี้ไปหมดก็จะเหลือต่ำกว่า 50 แน่ ๆ”
ส้มทรง ๆ ไม่พีกเท่าปี’66
ส่วนสีส้ม-พรรคประชาชน “สติธร” อ่าน สถานการณ์ว่าทรง ๆ โอกาสที่จะพีกเท่าการเลือกตั้งปี’66 ยากหน่อย ต้องยอมรับตอนปี 2566 มีแคนดิเดตคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อเทียบ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดูแล้ว “พิธา” ดึงกระแสคนมาเลือกได้มากกว่า
เช่น ดึงคนที่เคยโหวตพรรคประชาธิปัตย์ แล้วหันมาโหวตพรรคสีส้ม คะแนนแบบนี้พรรคสีส้มในตัวเลือกปัจจุบันจะแรงไม่พอที่จะไปดึงดูดคนที่เคยโหวตพรรคประชาธิปัตย์ ตอนปี’40-50 ให้มาโหวตพรรคประชาชน คะแนนก้อนนี้มีโอกาสหายไป และเป็นจังหวะกับที่พรรคประชาธิปัตย์อยากฟื้นตัวเอง ถ้าเทิร์นส้มได้ก็เทิร์นกลับมาเป็นฟ้าได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่แรงเท่าปี’66
ส่วนกระแสพรรคยังไปได้ เพราะไม่มีตัวเลือกอื่น สายเสรีนิยม ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ไม่มีทางเลือกอื่นก็ยังเลือกพรรคส้ม พรรคส้มผิดหวังยังไงก็ไม่สะวิงไปหาแดง หรือไม่ไปน้ำเงินแน่ ยังไงก็ต้องเลือก ดังนั้นการันตี 10 ล้านคะแนน ส่วน สส.ต้องประเมินคู่แข่ง โอกาสได้ สส.น้อยลงจากเดิม 112 เขตมีสูง เพราะแต่ก่อนมีการตัดคะแนนจนส้มแซง แต่วันนี้พรรคภูมิใจไทยจะเป็นเบ้าหลอม ถ้ารวมกันแล้วชนะแน่จะไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย เพราะคู่แข่งรู้ว่าแข่งกันเองไม่เป็นผลดีกับใคร เขาก็จะคิดละเอียดขึ้น ส้มก็จะลดแน่
แต่ที่พรรคส้มจะได้คือ กทม. ปริมณฑล ภาคตะวันออกยังพอไหว ค่อนข้างพิสูจน์ว่าไม่ใช่ประเภทพื้นที่ตัดกัน และคนอยากได้อะไรที่เปลี่ยนแปลง แล้วส้มตอบโจทย์อยู่พรรคเดียวก็พอการันตี
“แนวโน้ม สส.เขต 112 อาจลดลง แต่ปาร์ตี้ลิสต์มีโอกาสเพิ่มขึ้นก็จะไปหักลบ เทิร์นกลับมาหาส้มเยอะขึ้น บวกลบ เท่า ๆ เดิม ทรง ๆ”
ศึก 3 ขั้ว ดุเดือดแน่นอน