Skip to content

โรงงานจีน-ญี่ปุ่น-ท้องถิ่น เร่งจ้างเพิ่มแรงงานกัมพูชา ที่กลับจากไทย

30 ก.ย. 2568 | 13:49น.
โรงงานจีน-ญี่ปุ่น-ท้องถิ่น เร่งจ้างเพิ่มแรงงานกัมพูชา ที่กลับจากไทย

บริษัทท้องถิ่นและต่างชาติรวมถึงจีนและญี่ปุ่นรีบคว้าโอกาส เร่งจ้างแรงงานชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย หลังเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย 

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่า บริษัทในกัมพูชากำลังจะจ้างแรงงานชาวกัมพูชาจำนวนมากที่เดินทางกลับจากประเทศไทย เนื่องจากบริษัทหลายแห่งมีแผนขยายธุรกิจ แม้จะมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การปะทะกันในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ปิดชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาตึงเครียด

แรงงานชาวกัมพูชาจำนวนมากย้ายถิ่นฐานมายังประเทศไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่า เพื่อโอกาสรับค่าแรงที่สูงขึ้น แต่การปิดชายแดนกระตุ้นให้แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก คาดการณ์ว่า ผู้เดินทางกลับพร้อมครอบครัว มีประมาณ 800,000-1,000,000 คน ทำให้นายจ้างชาวกัมพูชา มีกลุ่มแรงงานใหม่สำหรับการจ้างงาน

พรมแดนจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย 24 มิ.ย. 2025 (Gobthanadesh Toraksa/Reuters)

เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรของ Zhuhai Seikawa Plastic Products ผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสัญชาติจีนซึ่งตั้งโรงงานในกัมพูชา กล่าวว่า เมื่อก่อนเราเคยลำบากในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสมัครงาน จนกระทั่งเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เมื่อแรงงานเดินทางกลับเข้าประเทศเพิ่มขึ้น การดูดดึงแรงงานก็ง่ายขึ้นเช่นกัน

โรงงาน Zhuhai Seikawa ในกัมพูชา ได้ว่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ไปแล้วประมาณ 100 คน ส่งผลให้จำนวนพนักงานในโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 600 คน ในสิ้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็น 1,000 คน ภายในสิ้นปี 2025 เพื่อรองรับการขยายสายการผลิต

ในขณะที่เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา บริษัท WCFO ผู้ผลิตสายเคเบิลใยแก้วนำแสงจากฮ่องกง เพิ่มจำนวนพนักงานในโรงงานที่กัมพูชาเกือบสองเท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยความต้องการของสายเคเบิลใยแก้วนำแสงนั้นมีสูง ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะสร้างส่วนขยายโรงงานใหม่ด้วย

บริษัทในเครือ ชิป มง กรุ๊ป (Chip Mong Group) โพสต์โซเชียลมีเดียว่า บริษัทมีตำแหน่งงานด้านการก่อสร้างว่างอยู่หลายร้อยตำแหน่ง อีกทั้งผู้ที่เดินทางกลับประเทศจะได้ทำงานในสวนปาล์มของ มง ฤทธิ์ กรุ๊ป (Mong Reththy Group) ซึ่ง นายมง ฤทธิ์ ซีอีโอ หวังว่าคนงานเหล่านี้จะเลือกทำงานกับมง ฤทธิ์ กรุ๊ป เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย

(Buriram Provincial Office via Facebook)

นายเฮง ซัว (Heng Sour) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานกัมพูชา ยินดีต่อการเสริมการจ้างแรงงานในประเทศ โดยกล่าวว่า ความพร้อมของแรงงานที่เพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนสำคัญ เช่น การผลิต การก่อสร้าง และการเกษตร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นศักยภาพในการผลิตและตอบสนองความต้องการการส่งออกได้

จากรายงานของกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 ก.ย. มีแรงงานที่เดินทางกลับจากประเทศไทยได้งานใหม่ในกัมพูชาแล้ว ประมาณ 220,000 คน แรงงานจำนวนมากเหล่านี้ เคยต้องทำงานใช้แรงงานหนัก ที่แรงงานไทยไม่ต้องการ เช่น งานก่อสร้าง หรือการเก็บเกี่ยวในพื้นที่เพาะปลูก

นายเฮง ซัว ยังกล่าวอีกว่า การกลับมาของแรงงานพร้อมทักษะที่สั่งสมมาจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการก่อสร้าง การผลิต และเกษตรกรรม สามารถนำไปสู่กลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้นสำหรับกัมพูชาได้

ความไม่ไว้วางใจระหว่างไทย-กัมพูชา กำลังหยั่งรากลึก และการปะทะตามแนวชายแดนก็เกิดขึ้นเป็นระยะ การกลับมาของแรงงานจึงถูกมองว่า ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว ทำให้บริษัทในกัมพูชาเดินหน้าว่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้

อย่างไรก็ดี แรงงานที่เดินทางกลับกัมพูชาบางรายพบความยากลำบากที่จะนำประสบการณ์ทำงานจากไทยมาใช้ประโยชน์ โดยนายอัตสึชิ อุเอโนะ เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานกัมพูชา ในงานที่สถานทูตญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะพิจารณาหาแนวทางเพื่อสนับสนุนคนงานที่เดินทางกลับมา ในการเพิ่มพูนทักษะและฝึกอบรมใหม่

 

การขนส่งหยุดชะงัก

แม้ว่าความขัดแย้งบริเวณชายแดนจะมอบโอกาสที่ไม่คาดคิดในการจ้างงาน แต่ก็เป็นเหตุให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปด้วยเช่นกัน

กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นมีความกังวลเกี่ยวกับการปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้กระจายซัพพลายเชนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ภายใต้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง อันเกิดจากค่าแรงในไทยที่สูงขึ้น การหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเหล่านี้

แม้ว่าการดำเนินงานของโรงงาน MinebeaMitsumi ในกรุงพนมเปญ จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่บริษัทก็ต้องหันไปใช้การขนส่งทางเรือที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และการขนส่งผ่านประเทศที่สาม ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 12.9 ล้านบาท) ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค.

บางบริษัทกำลังพยายามขนส่งสินค้าผ่านทางประเทศลาว แต่ผู้บริหารของบริษัทค้าขายญี่ปุ่นรายหนึ่งกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานใกล้ชายแดนไม่เพียงพอ ทำให้ยากที่จะใช้ประเทศนี้เป็นทางเลือก

 

แรงงานไม่อยากกลับไทย

แรงงานชาวกัมพูชาจำนวนมากที่กลับมายังบ้านเกิดแล้ว แสดงความไม่เต็มใจที่จะกลับไปทำงานที่ประเทศไทย

แรงงานที่เดินทางกลับกัมพูชาหลายคนให้สัมภาษณ์กับนิกเคอิว่า พวกเขาเคยได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ขณะอาศัยอยู่ต่างประเทศ เช่น หัวหน้างานสอบถามอย่างจู้จี้ว่าจะกลับกัมพูชาเมื่อไร หรือไม่ก็เห็นเพื่อนร่วมชาติถูกคนไทยคุกคามกล่าวโทษว่ามาแย่งงาน

ผลสำรวจของ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) แสดงให้เห็นว่า ค่าจ้างพื้นฐานเฉลี่ยของบริษัทญี่ปุ่นในภาคการผลิตของกัมพูชาอยู่ที่ 243 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 7,900 บาท) โดยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของไทย 40% ซึ่งอยู่ที่ 437 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 14,000 บาท) อีกทั้งพื้นที่นอกเมืองใหญ่ของกัมพูชา ค่าแรงขั้นต่ำก็อยู่ที่ประมาณ 208 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 6,700 บาท) ทำให้การไปทำงานต่างประเทศยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอยู่

อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจยังระบุอีกว่า แรงงานกัมพูชาในไทย ได้รับค่าแรงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของไทยที่ระบุในผลสำรวจของ JETRO อย่างมาก แรงงานรายหนึ่งกล่าวว่า ผมได้รับเงินเดือนในไทย 8,000 บาทต่อเดือน แต่ในกรุงพนมเปญ ผมได้ 400-500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,000-16,000 บาท)

ผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากกล่าวว่า จะไม่กลับไปประเทศไทยอีก ผมจะไม่แนะนำให้ลูก ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวไปที่ประเทศไทย