หลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของฝรั่งเศสไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเย็นวันที่ 5 ต.ค. ในเช้าวันที่ 6 ต.ค. นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้ประกาศลาออกกะทันหัน อย่างไรก็ดีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้มีคำสั่งสุดท้ายให้นายเลอกอร์นู ใช้เวลา 48 ชั่วโมงต่อจากนี้ เจรจาครั้งสุดท้ายกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ยับยั้งไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส มีคำสั่งให้ นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) นายกรัฐมนตรีที่เพิ่งลาออกไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจากอยู่ในตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 เดือน ให้ใช้เวลา 48 ชั่วโมงต่อจากนี้ เพื่อเจรจาครั้งสุดท้ายกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ยับยั้งไม่ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤต
นายเลอกอร์นูลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสอย่างกะทันหัน เมื่อเช้าวันที่ 6 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยกล่าวโทษว่า เป็นเพราะความดื้อรื้นของกลุ่มการเมืองที่เป็นปรปักษ์กัน รวมไปถึงกลุ่มเสียงข้างน้อยสายกลางของมาครงเองด้วย ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไม่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จ
ตามแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 ต.ค. นายมาครงกล่าวว่า เขามอบหมายความรับผิดชอบ ให้นายเลอกอร์นูดำเนินการเจรจาขั้นสุดท้ายภายในเย็นวันที่ 8 ต.ค. เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและเสถียรภาพให้แก่ประเทศ
การที่นายมาครง ตัดสินใจให้โอกาสนายเลอกอร์นูอีกครั้ง ในการหาทางออกจากวิกฤตการเมืองฝรั่งเศส เป็นการซื้อเวลาให้นายมาครงสามารถคิดหาขั้นตอนต่อไป ซึ่งอาจเป็นการจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติตามที่กลุ่มฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องอยู่ อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นายมาครงจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เมื่อถึงเส้นตายในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้า คือ วันที่ 8 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
นับตั้งแต่ที่นายมาครงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสหลายต่อหลายชุด ต่างต้องประสบปัญหาในการดำรงไว้ซึ่งอำนาจ ทำให้กลุ่มสายกลางของนายมาครงยิ่งอ่อนแอลง และทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (National Assembly) แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ โดยที่ไม่สามารถประนีประนอมต่อกันได้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) บีบให้นายกรัฐมนตรีสองคนก่อนหน้านี้ต้องลาออก คือ นายมิเชล บาร์นิเยร์ และนายฟรองซัวส์ เบย์รู โดยกำลังเตรียมการที่จะทำแบบเดียวกันกับนายเลอกอร์นู ภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี นายเลอกอร์นูได้ประกาศลาออกกะทันหัน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.
ภาวะทางตันทางการเมืองนี้ ขัดขวางความพยายามในการควบคุมการลดขาดดุลงบประมาณ ซึ่งทำให้ฝรั่งเศสมีการขาดดุลงบประมาณที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศยูโรโซน กระตุ้นให้เกิดการขายสินทรัพย์ และผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มยูโรโซนเหมือนกัน
ความล้มเหลวนี้หมายความว่า รัฐบาลจะต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ทันกำหนดส่งงบประมาณภายในวันที่ 13 ต.ค. ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้มีแนวโน้มสูงที่จะต้องใช้มาตรการฉุกเฉิน เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน (ชัตดาวน์) ในเดือน ม.ค. 2026
นายเลอกอร์นู โพสต์โซเชียลมีเดียว่า ตามคำร้องขอของประธานาธิบดี ผมได้ตกลงที่จะจัดการ หารือขั้นสุดท้ายกับกลุ่มการเมือง เพื่อเสถียรภาพของประเทศ ผมจะแจ้งให้ประมุขแห่งรัฐทราบในเย็นวันพุธ (8 ต.ค.) ว่า การดำเนินการนี้เป็นไปได้หรือไม่ เพื่อที่ท่านจะสามารถหาข้อสรุปทั้งหมดที่จำเป็นได้
นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่า โอกาสที่นายมาครงจะหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้งอีกครั้งนั้นมีน้อยลงเรื่อย ๆ โดยนายอันโตนิโอ ฟาตัส ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก INSEAD Business School แสดงความคิดเห็นว่า การตัดสินใจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีชุดเดิมเกือบทั้งหมด ถือเป็น “การตัดสินใจที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง” เพราะทำให้ทุกฝ่ายไม่พอใจ
“เขาจนมุมแล้ว ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีทางได้รับการสนับสนุนใด ๆ เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาถึงความไม่เต็มใจที่จะประนีประนอมซึ่งมาครงแสดงออกมา” นายฟาตัสกล่าว
โดนหั่นเรตติ้ง
นับตั้งแต่มีการแต่งตั้งนายเลอกอร์นูเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนที่แล้ว ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมอร์นิ่งสตาร์ (Morningstar DBRS) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของฝรั่งเศส จากความกังวลว่า สถานการณ์ทางการเมือง จะขัดขวางรัฐบาลในการฟื้นฟูการคลัง
บลูกเบิร์กรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดระดับการประเมินเครดิตของฝรั่งเศสจาก AA- ลงเป็น A+ โดยอ้างถึงหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ
ขณะที่วันที่ 19 ก.ย. มอร์นิ่งสตาร์ ก็ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลง อยู่ที่ระดับ AA จากเดิมซึ่งเคยอยู่ที่ AA (สูง) โดยเป็นการประกาศปรับลดหลังจากการให้มุมมองเชิงลบ เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี มูดีส์ เรทติ้งส์ ยังคงให้อันดับฝรั่งเศสอยู่ที่ Aa3 (มีเสถียรภาพ) แต่มีกำหนดจะปรับปรุงการประเมินอีกครั้ง ในวันที่ 24 ต.ค. ที่จะถึงนี้
ทางเลือกสามทาง
หลังจากที่นายเลอกอร์นูต้องใช้เวลาในอีก 48 ชั่วโมงต่อจากนี้ เพื่อเจรจาครั้งสุดท้ายกับพรรคการเมืองต่าง ๆ นายมาครงจะมีทางเลือกหลักสามทาง ได้แก่
- การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
- สั่งยุบสภาและเลือกตั้งใหม่
- การลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นสิ่งที่นายมาครงเคยกล่าวว่าจะไม่ทำ
อย่างไรก็ดี ทันทีหลังจากที่นายเลอกอร์นูประกาศลาออก มารีน เลอ แปน ผู้นำฝ่ายขวาจัด ได้ย้ำถึงการเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติครั้งใหม่ เนื่องจากพรรค National Rally ของเธอ มองเห็นโอกาสที่จะต่อยอดจากชัยชนะที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
ขณะที่ เอริก ซิออตติ หัวหน้ากลุ่มปีกขวาที่จับมือเป็นพันธมิตรกับพรรค National Rally กล่าวว่า กลุ่มพรรคฝ่ายขวาได้ตกลงกันในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ว่า พวกเขาจะลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลใด ๆ ที่มาครงเสนอ
หนทางเดียวที่นายเลอกอร์นูจะสามารถฟื้นฟูเสถียรภาพได้ คือ การไกล่เกลี่ยข้อตกลงระหว่างกลุ่มสายกลางซ้าย และสายกลางขวา หากรัฐบาลชุดใดจะอยู่รอดได้ ทุกกลุ่มการเมืองเหล่านี้ รวมถึงกลุ่มสายกลางของมาครง จะต้องงดเว้นการลงมติไม่ไว้วางใจ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (National Assembly)