“ชัชชาติ” เผย กทม.ใช้เงินสะสมจ่ายขาดชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 3.2 หมื่นล้านบาทภายในเดือนตุลาคมนี้ ยืนยันไม่กระทบงบฯพัฒนาเมือง พร้อมเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ให้สะท้อนต้นทุนจริง โดยคาดอัตราไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย บางช่วงอาจถูกลง ขณะที่ผู้โดยสารระยะไกลอาจจ่ายเพิ่มตามระยะทาง ย้ำบริหารจัดการโปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชนสูงสุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครชำระหนี้ในคดีที่สอง
นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างดำเนินการนำเงินสะสมจ่ายขาดมาชำระหนี้จำนวนประมาณ 32,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยยืนยันว่าการชำระหนี้ครั้งนี้ไม่กระทบต่อโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นการใช้เงินสะสมที่ไม่มีภาระผูกพัน พร้อมระบุว่า หลังชำระหนี้จะยังคงเหลือเงินสะสมอยู่ราว 5,000-6,000 ล้านบาท
ผู้ว่าฯชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การเร่งชำระหนี้ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งขณะนี้อยู่ในอัตรา MLR+1 สูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝาก หากปล่อยไว้นานจะยิ่งเพิ่มภาระทางการเงินของกรุงเทพมหานคร จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อยุติปัญหาทางกฎหมายและการเงิน
ในส่วนของค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายชัชชาติชี้แจงว่า กรุงเทพมหานครต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถปีละราว 8,000 ล้านบาท แต่เก็บค่าโดยสารได้เพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนต่างต้องใช้งบประมาณส่วนอื่นมาชดเชย ถือเป็นภาระต่อประชาชนที่ไม่ได้ใช้บริการ เนื่องจากเงินเหล่านั้นมาจากภาษีของทุกคน
“แม้อัตราค่าโดยสารไม่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้โดยตรง แต่จำเป็นต้องปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยคาดว่าราคาจะไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย” นายชัชชาติกล่าว พร้อมระบุว่า อัตราค่าโดยสารบางช่วงอาจลดลง เช่น เส้นทางสั้น ๆ ภายในเมือง ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางระยะไกลอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามระยะทาง
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้เหมาะสม โดยยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ยึดหลักความเป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนสูงสุด