พาณิชย์รุกคืบคุมราคายา เรียกถกร้านขายยาทำความเข้าใจการซื้อนอกโรงพยาบาล มีกว่า 4,000 แห่งเข้าร่วม จากทั้งหมด 20,000 ร้านยา คาดอนาคตมีมากกว่านี้่ ด้านสมาคมร้านยาเห็นด้วยเพราะลดความแออัดที่ รพ. มั่นใจทำได้เพราะร้านยามียาครบถ้วน แต่คาดต้องรออีก 1-2 ปี เพราะยาไม่มีราคากลาง
สืบเนื่องจากนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่แถลงต่อรัฐสภา โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล โดยจะดูแลด้านสุขภาพ การลดค่ายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน นำมาซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 กำหนดให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน และเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยขั้นตอนต่อไป กระทรวงพาณิชย์ นัดหมายร้านขายยามาประชุมหารือในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 และกำหนดเริ่ม Kick Off โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” วันที่ 28 ตุลาคม 2568
พาณิชย์นัดถกร้านขายยา
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ประชุมหารือกับร้านขายยาเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการซื้อยานอกโรงพยาบาล โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน การประชุมดังกล่าวเป็นแนวทางจากที่กรมได้ร่วมประชุมหารือกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่จะมีความบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับการเปิดเผยค่ายาในโรงพยาบาลเอกชนเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้
“หากประชาชนต้องการซื้อยานอกโรงพยาบาล เกิดข้อสงสัยว่าร้านขายยา ร้านไหนที่มียาที่ต้องการจำหน่ายได้ ทำให้กรมเชิญร้านขายยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำความเข้าใจในโครงการ ก่อนจะ Kick Off อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายได้รับรู้”
ทำความเข้าใจซื้อยานอก รพ.
ทั้งนี้ มีร้านขายยาตอบรับเข้าร่วมโครงการประมาณ 4,000 ราย จากทั้งหมด 20,000 ราย ซึ่งเชื่อว่าจากการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับร้านขายยา จะมีร้านขายยาเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น โดยยาที่สามารถซื้อได้นั้นจะมีทั้งยาทั่วไป ยาสามัญ ยาอันตรายที่มีการระบุว่าสามารถจำหน่ายได้ แต่หากเป็นยาที่เป็นการควบคุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าต้องซื้อจากโรงพยาบาลเท่านั้น ยังคงต้องดำเนินการรับยาจากโรงพยาบาล กรมจะไม่เข้าไปยุ่งเพราะว่ามีกฎหมายควบคุมดูแลอยู่แล้ว
ส่วนรายการยามีกี่รายการที่จะสามารถซื้อได้ ต้องให้ อย.เป็นคนชี้แจงว่า ยาสามัญ ยาอันตราย มีกี่ประเภท ยาอันตรายที่ต้องรับในโรงพยาบาล โดยเป้าหมายหลักนั้น เราต้องการมองทั้งระบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และการปฏิบัติก็จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ของแต่ละหน่วยงานที่มีการกำกับอยู่เพื่อให้เกิดการรัดกุมที่สุด
รุกคืบดูโครงสร้างต้นทุนผลิต
นายกรนิจกล่าวอีกว่า ส่วนขั้นตอนต่อไป กรมจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจะเข้าไปดูในเรื่องของโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะในกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บ่อย อาทิ ผ้าก๊อซ สำลี จะเป็นการกำกับดูแลโครงสร้างไม่ใช่การดูแลราคา เป้าหมายในการดูโครงสร้างเพื่อติดตามดูแลว่า มีการจำหน่ายในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ ราคาที่ขายแพงไปหรือต่ำไปหรือไม่ เพราะหากแพงไปก็ไม่ได้ ต่ำไปอาจจะเข้าข่ายการบิดเบือนตลาด ซึ่งเราก็จะสามารถติดตามได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการติดตามดูแล ถ้าขายราคาเกิน เราก็จะสามารถเรียกขอข้อมูลว่าสาเหตุจากอะไร จากต้นทุนนำเข้าหรือไม่ หลังจากการเปิดให้ประชาชนสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาลได้
“ดูจากต้นทุนโครงสร้างซื้อมาเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ เป็นธรรมหรือเปล่า เพราะดูราคาอาจจะดูไม่ได้ เพราะแต่ละโรงพยาบาลหรือแต่ละสถานที่มีการใช้ที่ไม่เหมือนกัน ขณะที่ราคายาที่มีการจำหน่ายโดยทั่วไปก็มีการแข่งขันโดยธรรมชาติ ซึ่งเราจะกำหนดให้มีการติดป้ายแสดงราคาให้มีความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้”
พุ่งเป้ายา-เวชภัณฑ์ยอดนิยม
สิ่งที่สำคัญจากนี้ คือเราต้องการที่จะเข้าไปกำกับดูแลเรื่องของโครงสร้าง แต่เราจะไม่มีการควบคุมราคายา เพื่อป้องกันปัญหา ยาไม่เพียงพอหรือการนำยาไปขายใต้ดิน แต่เราจะไปดูโครงสร้าง เพราะเมื่อยาและเวชภัณฑ์มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ ก็สามารถติดตามดูแลได้ เช่น ชุดตรวจวัดโควิด ATK แพงขึ้นเพราะอะไร จากต้นทางการนำเข้ามาหรือไม่
เมื่อเราดูโครงสร้างจะทำให้มีข้อมูล ทราบสาเหตุรายการยาและเวชภัณฑ์ที่ราคาปรับขึ้นได้ และยาทั่วไปที่มีการแข่งขันสูงมาก เช่น ยาแก้ไอ ยาพาราเซตามอล ยาแก้ท้องเสีย ยาละลายเสมหะ ที่มีการจำหน่าย
สมาคมชี้ต้องวางระบบใหม่
ด้าน ภก.ชยินท์ จตุรพรประสิทธิ์ นายกสมาคมร้านขายยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวทางการควบคุมราคายานั้นน่าจะยังไม่สามารถทำได้ใน 1-2 ปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันยาเป็นสินค้าที่ไม่มีราคากลาง ต่างจากสินค้าควบคุมอื่น ๆ ดังนั้นหากจะทำให้ยาเป็นสินค้าควบคุมจะต้องวางระบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อว่าภาครัฐจะมุ่งผลักดันให้เกิดการแข่งขันเสรีขึ้นมากกว่า เพื่อให้กลไกตลาดคุมราคายาให้อยู่ในระดับที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคสามารถเช็ก-เปรียบเทียบราคายาระหว่างโรงพยาบาล และร้านขายยาต่าง ๆ ได้อิสระ
เร่งแก้ซื้อยาควบคุมพิเศษ
อย่างไรก็ตาม การจะสร้างแพลตฟอร์มนี้ได้ยังต้องแก้โจทย์หลายด้าน โดยเฉพาะยาควบคุมพิเศษ ซึ่งบางตัวมีการใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ยา Baby Aspirin ซึ่ง 90% ของผู้สูงอายุใช้ทุกวันเพื่อป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดนั้นอยู่ในกลุ่มยาควบคุมพิเศษ และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น แต่ตาม พ.ร.บ.ยา ฉบับ พ.ศ. 2510 มีข้อห้ามเรื่องการโฆษณาขายยาโดยเฉพาะยาควบคุมพิเศษ ทำให้การแสดงราคายาบนแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายข้อห้ามและเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้
อีกจุดคือการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษผ่านร้านขายยานั้น ผู้ซื้อจะต้องนำใบสั่งยาจากแพทย์มาแสดง ซึ่งแม้จะมีกฎหมายระบุให้โรงพยาบาลสามารถออกใบสั่งนี้ได้ แต่ที่ผ่านมายังไม่นำมาปฏิบัติจริง โดยใบสั่งยามักอยู่ในรูปแบบกระดาษโน้ตที่แพทย์เขียนให้คนไข้ หรือยาจำนวนน้อยที่แพทย์สั่งให้เป็นตัวอย่างเพื่อให้คนไข้นำมาแสดงให้ร้านยาทราบเท่านั้น ส่งผลให้ร้านขายยาไม่สามารถขายยาควบคุมพิเศษ อย่าง Baby Aspirin ได้
ดังนั้น จึงต้องผลักดันให้โรงพยาบาลออกใบสั่งได้จริง เพื่อให้ร้านขายยาสามารถเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคซื้อยาควบคุมพิเศษได้
มั่นใจร้านขายยาช่วยได้
“หัวใจของการสามารถรับยานอกโรงพยาบาลเพื่อประโยชน์ของคนไข้ด้านลดค่าครองชีพและความสะดวก รวมถึงลดความแออัดของห้องยาในโรงพยาบาลนั้น อยู่ที่คนไข้ต้องสามารถได้รับยาครบทุกตัวจากร้านขายยา เหมือนรับจากห้องยาของโรงพยาบาล ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพิ่มความซ้ำซ้อนมากขึ้นแทน”
ด้านความพร้อมของร้านขายยานั้น ปัจจุบันร้านขายยามีไลน์สินค้าครอบคลุมถึง 80-90% ของยาที่โรงพยาบาลมี ขาดแต่เพียงยาเฉพาะโรค และยาควบคุมพิเศษ ซึ่งต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์มาแสดงเพื่อซื้อ
ส่วนการขนส่งสินค้าเชื่อว่าด้วยระบบโลจิสติกส์ปัจจุบัน 70-80% ของร้านยาในกรุงเทพฯ ปริมณฑล หากมีคำสั่งซื้อช่วงเช้าสามารถส่งถึงมือผู้ซื้อได้ภายในเย็นวันเดียวกัน แม้ต่างจังหวัดก็อาจใช้เวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้น เพราะแต่ละจังหวัดจะมีร้านยาขนาดใหญ่ที่รองรับดีมานด์ได้อยู่แล้ว