เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พาณิชย์จีนแจง กรณียกระดับมาตรการคุมเข้มแร่หายาก ที่อาจจุดชนวนสงครามการค้ารอบใหม่

13 ต.ค. 2568 | 17:56น.

เมื่อ 12 ตุลาคม เวลา 09.44 น. ตามเวลาปักกิ่ง กระทรวงพาณิชย์จีน (MOFCOM) เผยแพร่ข้อความแสดงการตอบโต้ต่อการขู่ขึ้นภาษีของสหรัฐ พร้อมชี้แจงถึงมาตรการขยายการควบคุม “แร่หายาก” (Rare Earths) ที่อาจเป็นสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ระลอกล่าสุด

กระทรวงพาณิชย์จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากและสินค้าที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องบางชนิด ครอบคลุมเทคโนโลยีการแปรรูป การผลิตแม่เหล็ก เครื่องรีไซเคิลในแร่หายาก โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 9 ตุลาคม

พร้อมระบุชัดว่า จะไม่ออกใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติเพื่อจุดประสงค์ทางการทหารในต่างประเทศ และจะอนุมัติใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบพิจารณาเป็นกรณีไป

จีนครอบครองแร่หายากคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของอุปทานแร่หายากโลก และใช้แร่ที่จำเป็นอย่างยิ่งเหล่านี้ในอุตสาหรรมตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงขีปนาวุธ เป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้าหลายครั้งแล้ว

“นโยบายล่าสุดระบุอย่างชัดเจนว่าจะปฏิเสธการส่งออกแร่หายากที่ขึ้นทะเบียนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการป้องกันประเทศในวงกว้าง ซึ่งเป็นการตอกย้ำถ้อยคำเดิมที่กำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น” อิริก จู นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กกล่าว

คุมส่งออก ไม่ใช่ห้ามส่งออก

กระทรวงพาณิชย์จีนอธิบายเหตุผล ดังนี้ 1) เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลจีนเพื่อปรับปรุงระบบควบคุมการส่งออกให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับ ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายและความขัดแย้งทางทหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก 2) จีนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้แร่หายากขนาดกลางและหนักและสินค้าที่เกี่ยวข้องในด้านการทหาร ในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ จีนได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสันติภาพโลกและเสถียรภาพในภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น

3) เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และพันธกรณีระหว่างประเทศอื่น ๆ

“การควบคุมการส่งออกของจีนไม่ใช่การห้ามส่งออก” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวย้ำ ทั้งนี้ ใบอนุญาตจะออกให้สำหรับคำขอที่มีสิทธิ และก่อนที่จะมีการประกาศมาตรการดังกล่าว จีนได้แจ้งให้ประเทศและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องทราบผ่านกลไกการเจรจาควบคุมการส่งออกแบบทวิภาคีแล้ว

สำหรับมาตรการติดตามผลการดำเนินการนั้น ในอนาคตรัฐบาลจีนจะดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายและข้อบังคับ ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอที่มีสิทธิ และพิจารณาอย่างจริงจังถึงการบังคับใช้มาตรการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ใบอนุญาตทั่วไปและการยกเว้นใบอนุญาต

“การส่งออกที่เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมดเพื่อการใช้งานทางพลเรือน จะสามารถได้รับการอนุมัติ” กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ตามเวลาตะวันออก (EST) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ว่า สหรัฐจะจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 100% และควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ที่สำคัญทั้งหมด มีผล 1 พฤศจิกายน เพื่อเป็นการตอบโต้การควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากและสินค้าที่เกี่ยวข้องของจีน

กระทรวงระบุว่า คำกล่าวของสหรัฐสะท้อนถึง “สองมาตรฐาน” อย่างชัดเจน เป็นเวลานานที่สหรัฐขยายขอบเขตแนวคิดเรื่องความมั่นคงของชาติจนเกินเลย ใช้อำนาจควบคุมการส่งออกอย่างมิชอบ เลือกปฏิบัติต่อจีน และบังคับใช้มาตรการควบคุมแบบฝ่ายเดียวกับสินค้าหลากหลายประเภท รวมถึงอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และชิป

จีนอ้างว่า บัญชีควบคุมการค้าสหรัฐ (CCL) ครอบคลุมสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ ในขณะที่บัญชีควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (ทหารและพลเรือน) ของจีน ครอบคลุมเพียงราว 900 รายการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การเจรจาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่กรุงมาดริดในเดือนกันยายน สหรัฐออกมาตรการจำกัดใหม่ ๆ มากมายที่มุ่งเป้าไปที่จีนภายในเวลาเพียง 20 วัน โดยได้ขึ้นบัญชีนิติบุคคลหลายแห่งของจีนไว้ในบัญชีรายชื่อนิติบุคคลและบัญชีรายชื่อประเทศที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษ ขยายขอบเขตการควบคุมธุรกิจตามอำเภอใจด้วยกฎ Affiliates Rule ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทจีนหลายพันแห่ง และยังคงใช้มาตรการมาตรา 301 ที่มุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมทางทะเล โลจิสติกส์ และต่อเรือของจีน

จีนยอมรับว่า การกระทำของสหรัฐส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลประโยชน์ของจีน และบ่อนทำลายบรรยากาศของการเจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี และจีนคัดค้านการกระทำดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

“เราไม่ต้องการ แต่ก็ไม่กลัว”

ทางการจีนยืนยันชัดเจนว่า การจงใจขู่ขึ้นภาษีไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกับจีน จุดยืนของจีนเกี่ยวกับสงครามการค้าคือ “เราไม่ต้องการ (สงครามการค้า) แต่ก็ไม่กลัว”

จีนเรียกร้องให้สหรัฐ รีบแก้ไขการกระทำที่ผิดพลาดโดยเร็ว โดย 1) ยึดมั่นในฉันทามติสำคัญจากการโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปกป้องผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างยากลำบากจากการปรึกษาหารือ 2) ใช้กลไกการปรึกษาหารือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ต่อไป และ 3) แก้ไขข้อกังวลของแต่ละฝ่าย รวมถึงจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม

หากสหรัฐยืนกรานที่จะเลือกทางที่ผิด จีนจะต้องดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนอย่างแน่นอน

แลกหมัดค่าธรรมเนียมท่าเรือ

สหรัฐจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือจากเรือจีน ในวันที่ 14 ตุลาคม ทำให้ต่อมาหลังจากการประกาศควบคุมแร่หายาก จีนได้ประกาศมาตรการตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดยการเก็บ “ค่าธรรมเนียมพิเศษ” จากเรือสหรัฐที่เข้าเทียบท่า

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน สำนักงานการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศผลการสอบสวนตามมาตรา 301 ในภาคการเดินเรือ โลจิสติกส์ และการต่อเรือของจีน และจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือจากเรือจีนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมเป็นต้นไป ถือเป็นการละเมิดกฎขององค์การการค้าโลกอย่างร้ายแรง และละเมิดหลักการความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกันของข้อตกลงการขนส่งทางทะเลระหว่างจีนและสหรัฐ (China-U.S. Maritime Transport Agreement) จีนได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านอย่างหนักแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตามข้อมูลของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ สหรัฐมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของปริมาณการต่อเรือทั่วโลก เมื่อเทียบกับ 53.3% ของจีน

กระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า เรือที่จะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษยังครอบคลุมเรือที่เป็นของหรือบริหารงานโดยองค์กรที่บริษัทผู้ประกอบการ องค์กร หรือบุคคลของสหรัฐถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป รวมถึงเรือที่ติดธงสหรัฐและเรือที่สร้างในสหรัฐทั้งหมดด้วย

กระทรวงกำหนดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษแบบแบ่งระยะจากเรือของสหรัฐ ที่ตรงตามหลักเกณฑ์และเข้าเทียบท่าในจีน นั่นคือจะเริ่มต้นจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ 400 หยวน (ราว 1,800 บาท) ต่อหนึ่งตันสุทธิตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม และจะเพิ่มขึ้นทุกปีในวันที่ 17 เมษายนต่อเนื่อง 3 ปี

 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ จึงทำให้โลกจับตาการพบหารือระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ตามที่เมื่อวันที่ 19 กันยายน ทรัมป์และสี จิ้นผิงพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ทรัมป์ระบุว่าสี จิ้นผิงตกลงที่จะพบกันนอกรอบการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 เดือนตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

อ้างอิง :

Bloomberg1

Bloomberg2

CNBC 

Xinhua