บล.กสิกรไทย มองหุ้นไทยปลายปีไร้อัพไซด์ ปี’69 SET ขยับแตะ 1,380 จุด
สรพล วีระเมธีกุล KSecurities บล.กสิกรไทย
บล.กสิกรไทย ชี้ตลาดหุ้นไทยปลายปี 2568 อัพไซด์จำกัด หลังเจอแรงขาย LTF หนักสุดในประวัติการณ์เกือบ 1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันปี 2569 คาดดัชนีแตะ 1,380 จุด จากแรงหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน พร้อมแนะกลยุทธ์ตั้งรับระยะสั้นเน้นหุ้นปันผลและกลุ่มโรงไฟฟ้า-โรงพยาบาล
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา “จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง” ว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแรงขายกองทุน LTF อย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน โดยระบุว่า แรงขาย LTF ปกติอยู่ที่ราว 30,000-35,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปีนี้พุ่งเกือบ 100,000 ล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ดัชนีต้นปีปรับตัวลงแรง อย่างไรก็ตาม มองในแง่บวกว่าปริมาณหุ้นที่เหลือให้ขายมีไม่มากแล้ว
นายสรพลประเมินว่า ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ตลาดหุ้นไทยไม่มีอัพไซด์แล้ว โดยคาด SET Index ปิดปีที่ 1,275 จุด เพราะได้รับข่าวดีไปมากแล้ว ทั้งแรงหนุนจากคณะรัฐมนตรีคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน จึงมองว่าช่วงที่เหลือของปีจะไม่ไปไหนมากนัก ส่วนปี 2569 ตั้งเป้า SET 1,380 จุด หรือมีอัพไซด์ 8.5% มาจากกำไรบริษัทจดทะเบียนล้วนๆ
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาตลาดได้รับอานิสงส์จากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ปลายปีก่อนถึงต้นปีนี้ ซึ่งคาดว่าดอกเบี้ยจะลดได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง หรือแตะระดับต่ำสุดราว 1% อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาความผันผวนทางการเมืองในต้นปีหน้า ซึ่งอาจมีผลจากการเลือกตั้ง
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน สรพลมองว่า ดัชนี SET ผ่านจุดต่ำสุดที่ 1,050 จุดแล้ว แต่บริเวณ 1,275 จุด อาจเริ่มตัน ระยะสั้นควรถอยตั้งรับก่อนรอโอกาสปีหน้า กลุ่มที่น่าสนใจในช่วงนี้คือ หุ้นปันผลสูงและหุ้นโรงไฟฟ้า เช่น AEONTS, PTTEP, SCC, BGRIM และ BEM
นายสรพลยังระบุว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีจุดอ่อนสำคัญจาก 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ ภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่ภาคส่งออกปีหน้าไม่มีทางเท่าปีนี้ได้ โดย 2 ภาคส่วนนี้คิดเป็นกว่า 70% ของ GDP เมื่อทั้งคู่ชะลอตัวพร้อมกัน ความหวังเดียวคือการเบิกจ่ายงบภาครัฐและการลงทุนของ Data Center แต่ก็มีความเสี่ยงจากการชะงักของรัฐบาลในช่วงต้นปีหน้าที่อาจกระทบการเบิกจ่ายงบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งในด้านสถานะทางการคลัง โดยหนี้ต่างประเทศต่ำกว่า 1% และเงินทุนสำรองเพียงพอรองรับการนำเข้าได้ถึง 8-9 เดือน ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าในระยะยาว ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยยังโดดเด่นในภูมิภาค อยู่ที่ราว 6% สูงกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยคาดว่าช่วงปี 2568-2569 กลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 40-45% ของมูลค่าตลาด จะเป็นกลุ่มหลักที่ทยอยซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลต่อเนื่อง