คอลัมน์ : Politics policy people forum
พรรคประชาชน เป็นอีกก้าวของพรรคก้าวไกล และเป็นอีกสเต็ปของพรรคอนาคตใหม่
แกนหลักทางการเมืองหน้าฉากยังเป็นกลุ่มเดิม หน้าเดิม เปลี่ยนแค่หัวขบวน
เป็นการเดินทัพ Long March เพื่อเป้าหมายทางการเมืองคือการเป็นรัฐบาล
คนกลุ่มนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาถึง 2 สนาม
การเลือกตั้งสนามแรกคือจุดเริ่มต้น ในนามพรรคอนาคตใหม่ ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นเลขาธิการพรรค นำทัพได้ สส.มาถึง 80 เสียง แม้จะโดนยุบพรรคหลังจากนั้น
ทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ส่งต่อจิตวิญญาณปักธงอนาคต กำเนิดพรรคก้าวไกล ให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นเลขาธิการพรรค สู้ศึกการเลือกตั้งสมัยที่ 2 กวาด สส.ได้มากเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง แต่ก็ไม่สามารถฝ่าฟันกับดักรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มี สว.แต่งตั้งเป็นด่านสำคัญได้ กลายเป็นฝ่ายค้าน และถูกยุบพรรค
มาถึงการเดินทางรุ่น 3 ในนามพรรคประชาชน มี “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค และ “ติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เป็นเลขาธิการพรรค นำทัพสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 3
พรรคประชาชน ตั้งเป้าการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้สูงแบบที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนทำได้มาก่อน คือ ต้องการคะแนนโหวตจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 20 ล้านเสียง นาทีนี้ พรรคประชาชน พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้ง 400 เขต
ปักธง 20 ล้านเสียง
“ณัฐพงษ์” เล่าถึงการเตรียมตัววางเป้าหมายให้ได้ 20 ล้านเสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จ โดยวางกลยุทธ์สำคัญมุ่งเน้นไปที่เขตเลือกตั้งยุทธศาสตร์ 104 เขตที่พรรคได้อันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งเมื่อปี 2566 สู่เป้าหมายได้ สส. 250 ที่นั่ง
เป็นเป้าหมายที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน ซึ่งอดีตพรรคไทยรักไทยเคยทำได้สูงสุด 18.9 ล้านเสียง ในปี 2548 การได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ประมาณ 50%) จะเป็นการสร้างฉันทามติที่ชัดเจนว่า พรรคคือตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอำนาจอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนเป้าหมายที่ต้องได้ สส. 250 ที่นั่ง ถือเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีเสถียรภาพ
สำหรับพื้นที่ยุทธศาสตร์ 104 เขต ที่อดีตพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จะนำคะแนนในแต่ละเขตมาดูอย่างละเอียดว่าแพ้กันกี่คะแนน มากน้อยแค่ไหน แพ้พื้นที่ไหน มีหัวคะแนนธรรมชาติของพรรคเพียงพอหรือไม่ ต้องแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่ในเรื่องใดเพิ่มเติมหรือไม่
เชื่อว่าหากสามารถเอาชนะในเขตเหล่านี้ได้ทั้งหมดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป้าหมายได้ สส. 250 ที่นั่ง ก็มีความเป็นไปได้ สำหรับ 104 เขตเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แบ่งเป็น ภาคอีสาน 45 เขต ภาคกลาง 22 เขต ภาคใต้ 9 เขต ภาคตะวันออก 5 เขต กทม.และปริมณฑล 5 เขต ภาคตะวันตก 4 เขต และภาคเหนือ 14 เขต ซึ่งจะครอบคลุม 104 เขตเป้าหมายหลัก
Big Data กำหนดยุทธศาสตร์
หากในยุคพรรคก้าวไกลที่มี “พิธา” เป็นหัวหน้าพรรค ใช้กลยุทธ์ Precision Politics นำข้อมูล Data แบ่งพื้นที่ แดง เหลือง เขียว ดูความสามารถคู่แข่ง-ดูความแข็งแกร่งผู้สมัครของพรรค เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การทำแคมเปญ-นโยบาย และลงพื้นที่หาเสียง
แต่เมื่อมาถึงยุค “ณัฐพงษ์” ในฐานะที่เขาเป็น “วิศวกรคอมพิวเตอร์” เป็นหัวขบวนของกลุ่ม “ก้าว Geek” ในพรรค ตั้งแต่พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน เคยเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ดังนั้น เมื่อเขานั่งตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคประชาชน” เขาจึงใช้ความสามารถด้านไอทีผสมผสานกับงานการเมือง สร้างแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ Data ในพื้นที่ทั้งหมด ทั้งสภาพชุมชนวัด โรงเรียน ร้านค้า ร้านอาหาร ละเอียดพอ ๆ กับกูเกิลแมป ติดตามการลงพื้นที่ของคู่แข่ง ติดตามการทำงานของทีมงาน
เพื่อแก้ Pain Point กรณีหากเกิด สส.งูเห่า ย้ายพรรค คนใหม่จะมีข้อมูลเข้ามาสานต่องานได้ทันที เรียกว่าระบบ “Election Intelligence”
“ระบบ Election Intelligence ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้สมัครและทีมงานของพรรค มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติงานในพื้นที่ จะมีการประเมินคู่แข่งในเขตของตนเอง และกำหนดเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องหาเพิ่มเพื่อชัยชนะ”
“มีระบบ Social Listening อัตโนมัติ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งได้แบบรายวันโดยไม่ต้องเข้าไปดูเอง มีข้อมูลให้ผู้สมัครต้องกระจายเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องการหาเพิ่มลงไปในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องทำงานในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ระบบจะแสดงข้อมูลผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในแต่ละหน่วย”
“เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ว่าหน่วยใดเป็นฐานเสียงเดิม หรือเป็นหน่วยช่วงชิงในแต่ละพื้นที่ โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลปัญหาร้องเรียนในพื้นที่จากเว็บไซต์ ‘ทั่วไทย’ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ของทีมงานพรรคทั่วประเทศ (เฉลี่ยเดือนละกว่า 3,000 ครั้ง) ทำให้ผู้สมัครใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลปัญหาในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์”
“สำหรับการสร้างเครือข่าย หัวคะแนนธรรมชาติ พรรคได้เก็บข้อมูลชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง และให้ทีมงานระบุตัวตนแกนนำ ในแต่ละพื้นที่ มีการแบ่งประเภทแกนนำด้วยสี สีเขียว คือ แกนนำเป็นสมาชิกพรรค (มีแนวโน้มเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุด) สีเหลือง คือ ทีมงานรู้จักแกนนำในพื้นที่แล้ว ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้สมัครใหม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว”
“นอกจากนี้ยังมีการระบุจุดยุทธศาสตร์ เก็บข้อมูลสถานที่ที่เป็นจุดกระจายเสียงแบบปากต่อปาก เช่น คาเฟ่, ร้านอาหาร, ร้านทำผม เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝากเอกสารแนะนำตัวในอนาคต รวมทั้งมีแผนจะเปิดแคมเปญให้มวลชนผู้สนับสนุนช่วยกัน ‘ปักหมุด’ พิกัด GPS ของหน่วยเลือกตั้งให้มีความแม่นยำมากขึ้น”
ซาวเสียงโหวตเตอร์
นอกจากนี้ พรรคได้ส่งแบบสอบถามไปยังสมาชิกพรรคในแต่ละเขต เพื่อสอบถามว่าพึงพอใจและต้องการให้พรรคส่ง สส. คนปัจจุบันลงสมัครต่อหรือไม่ ผลการสำรวจ พบว่ามี 21 เขตเลือกตั้ง ใน กทม. ที่สมาชิกพรรคเกิน 30% เห็นว่าควรพิจารณาเปิดรับสมัครผู้สมัครใหม่เข้ามาแข่งขัน โดยผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ผู้ที่ต้องการเป็นทีมงานพรรค ต้องผ่านการอบรม TT 101 (อบรมอุดมการณ์ขั้นพื้นฐาน) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผ่านแล้ว 6,500 คน
ผู้ที่ต้องการเป็นนักการเมืองต้องเข้าอบรมหลักสูตร Political Candidate ซึ่งมีผู้ผ่านแล้ว 1,400 คน ปัจจุบัน ในคลังผู้สมัคร สส. (MP Pool) มีผู้ที่พร้อมลงสมัครในเขตต่าง ๆ แล้วกว่า 600 คน ซึ่งเพียงพอและทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันได้ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน พรรคได้วางระบบในการพัฒนาบุคลากรและคัดเลือกผู้สมัครอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผู้แทนที่มีคุณภาพและยึดโยงกับประชาชน จะมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ มีระบบแจ้งเตือน สส. ผ่าน LINE โดยตรง หากขาดการประชุมสภา, กรรมาธิการ หรือขาดการลงมติ
เพื่อให้ สส. ตระหนักว่าพรรคมีการติดตามการทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีแพลตฟอร์ม “ผู้แทนของฉัน” เป็นหน้าเว็บไซต์ที่ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการทำงานของ สส. ในสภาได้ทั้งหมด เช่น การลงพื้นที่, การอภิปราย, การลงมติรายมาตรา ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลได้เร็ว ๆ นี้ ข้อมูลการทำงานทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาส่ง สส. เขตเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง
ไม่มี Digital Wallet Moment
พรรคประชาชน เตรียมเปิดนโยบายหาเสียงลอตแรกก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อทำให้โหวตเตอร์เห็นว่า พร้อมเป็น “รัฐบาลของประชาชน”
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากเปิดตัว “แคนดิเดตนายกฯ” ซึ่งคราวนี้ใส่มากกว่า 1 ชื่อ ยังเปิดตัว “แคนดิเดตรัฐมนตรี” ที่มีทั้ง สส.ในพรรค และ “คนนอก” ที่แกนนำพรรคมั่นใจว่า ว้าว กว่า “คนนอก” ของพรรคภูมิใจไทย เขย่าหัวใจโหวตเตอร์
ด้านนโยบาย เน้นการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศและสามารถปฏิบัติได้จริง ควบคู่ไปกับการผลักดันวาระทางกฎหมายที่สำคัญผ่านกลไกสภา นโยบายที่ทำได้จริง และรับผิดชอบทางการคลัง พรรคยึดมั่นในการสร้างนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ณัฐพงษ์บอกว่า “เราจะต้องไม่มี Digital Wallet Moment” นโยบายจะถูกคิดอย่างละเอียดไปจนถึงระดับกระบวนการทำงานในกระทรวง ทบวง กรม และสำนักต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับเคลื่อนได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริหาร”
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยอมรับว่าสถานการณ์ทางการคลังของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากปี 2566 ดังนั้น นโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายสวัสดิการ จะถูกคิดคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการคลังในปัจจุบันและไม่สร้างความเสี่ยง
รัฐบาลของประชาชน
ในการเลือกตั้ง 2562 พรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จด้วยแคมเปญการเมือง “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกให้พรรคก้าวไกลได้ สส. 151 และดันเรตติ้ง “พิธา” เป็น Almost Prime Minister ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ “ณัฐพงษ์” ยอมรับว่ากระแสมีลุง ไม่มีเรา กับกระแสของคุณพิธา มีส่วนสำคัญทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง แต่ทุกการเลือกตั้งบริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประชาชนก็ต้องทำการบ้าน มีวาระที่จะสื่อสารผ่านแคมเปญการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน
โดยพรรคประชาชนได้วางแนวคิดหลักในการสื่อสารทางการเมือง เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชน ผ่านแคมเปญ “รัฐบาลของประชาชน” สาระสำคัญหลักของแคมเปญการเลือกตั้งครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลของประชาชน ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ได้ฉันทามติจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้อีก
นอกจากนี้ พรรคจะมีการสร้างความเชื่อมั่นผ่านทีมบริหาร มีแผนที่จะเปิดเผยรายชื่อทีมบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาบริหารประเทศ กลยุทธ์นี้จะสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองที่ทำการเมืองแบบ บ้านใหญ่ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตัวบุคคลล่วงหน้าได้ เพราะต้องรอการต่อรองตำแหน่งหลังเลือกตั้ง ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่จะเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยืนยันว่า พรรคประชาชนเสนอแคนดิเดตนายกฯ เกิน 1 รายชื่อแน่นอน
มั่นใจ ไม่ซ้ำรอย ก้าวไกล
แม้เมื่อครั้งพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงกว่า 14 ล้านเสียง และได้ สส.กว่า 151 ที่นั่ง แต่สุดท้ายเกิดอุบัติเหตุ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ และต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน อะไรที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า พรรคประชาชนจะไม่เกิดอุบัติเหตุแบบเดียวกับพรรคก้าวไกล แม้พรรคประชาชนได้เสียงอันดับหนึ่ง
ณัฐพงษ์ ยกปัจจัย-บทเรียนในอดีต ในยุคของพรรคก้าวไกล มีปัจจัยเรื่อง สว.แต่งตั้ง 250 คน มาร่วมโหวตนายกฯด้วย ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้
แต่ปัจจุบันเงื่อนไขการโหวตนายกฯก็เปลี่ยนไป ไม่มีอุปสรรคที่เรียกว่า สว. 250 คน มาขวาง ดังนั้นการโหวตจะมีเพียง สส.ในสภาเท่านั้น
เขาจึงเชื่อว่า พรรคประชาชน จะไม่เกิดอุบัติเหตุเหมือนพรรคก้าวไกล