Skip to content

กางแผนกลุ่ม SAMART ชูธุรกิจไฟฟ้าท้าทายเศรษฐกิจโตต่ำ

26 ต.ค. 2568 | 18:06น.
กางแผนกลุ่ม SAMART ชูธุรกิจไฟฟ้าท้าทายเศรษฐกิจโตต่ำ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กระทบต่อโครงการภาครัฐหลายโครงการ และสภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำส่งผลให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีและดิจิทัลที่อาจชะลอตัว กลุ่ม Samart ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีวงการมายาวนาน ต้องเร่ง “ปรับตัว” อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการจับจังหวะพลิกรายได้เดิมให้กลายเป็นกำไร การหาธุรกิจใหม่ รวมถึงการปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์” รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และพัฒนาธุรกิจใหม่ และ “รัฐนันท์ วิไลลักษณ์” ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถึงทิศทางในช่วงโค้งท้ายของปีนี้ และเป้าหมายสำคัญเร่งด่วนที่สุดกับการเร่งปิดโครงการรวมมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท

จับจังหวะ “งานภาครัฐ”

ก่อนหน้านี้ “วัฒน์ชัย” ได้ประกาศทิศทางปี 2568 ว่า กลุ่มสามารถจะลดการพึ่งพางานภาครัฐลง ด้วยมีความเสี่ยงทางการเมืองที่เผชิญมาตลอดทศวรรษ แต่ทว่าพอร์ตใหญ่ของกลุ่มยังคงพึ่งพาโปรเจ็กต์รัฐกว่า 70%

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุน อัดฉีดเงินเข้าระบบอยู่เพียงรายเดียว ขณะที่เอกชนชะลอการลงทุน ดังนั้นแม้อยากลดสัดส่วนลง แต่งานภาครัฐยังคงเป็นโอกาสของเรา”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ยังมีหลายโครงการที่ล่าช้าจากงบประมาณภาครัฐที่ดีเลย์บ้าง แต่กระนั้นในภาพรวมช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาก็น่าพึงพอใจ โดยมีรายได้แตะ 7,700 ล้านบาท มี Backlog ทั้งกลุ่มประมาณ 18,000 ล้านบาท และว่าในสิ้นปีนี้ คาดรายได้รวมจะแตะ 11,000-11,500 ล้านบาท และมีผลกำไรกลับมาเต็มตัว

สำหรับสายธุรกิจ Digital ICT Solutions (SAMTEL) ในช่วง 9 เดือนมีการเซ็นสัญญาโครงการใหม่ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท มี Backlog รวมกว่า 8,000 ล้านบาท

สายธุรกิจ Digital Communications (SDC) ครึ่งปีแรกมีกำไรถึง 33 ล้านบาท จากค่า AirTime ในโครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัลสร้างรายได้และกำไรต่อเนื่องตลอดปีนี้

ส่วนสายธุรกิจ Utilities & Transportations โดยบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการจัดการการจราจรทางอากาศในประเทศกัมพูชา เฉพาะ 9 เดือน จำนวนไฟลต์บินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีที่แล้ว

ส่วนบริษัท เทด้า จำกัด ดำเนินธุรกิจก่อสร้างโครงการสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบครบวงจร ก็ยังขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดย 9 เดือนมี Backlog แล้วกว่า 3,800 ล้านบาท ล่าสุดได้งานใหม่รวมมูลค่า 2,400 ล้านบาท เช่น โครงการสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่นครศรีธรรมราช ขนอม พัทลุง 230/115kV เชียรใหญ่

ปั้นเทด้า “พระเอกของเครือ”

“ผมมองว่า เทด้า จะเป็นพระเอกของกลุ่ม ด้วยมีผลงานที่โดดเด่นและมีเเนวโน้มเติบโต แน่นอนว่าเราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะแข่งขันในธุรกิจพลังงานกับบริษัทรายใหญ่ แต่เป็นการดำเนินงานส่วนที่เกี่ยวข้อง เราเริ่มจากศูนย์ที่มีการซื้อเทด้ามา แล้วตอนนี้ปั้นจนกลายเป็นบริษัทระดับรายได้พันล้านบาทได้”

ด้าน “รัฐนันท์” อธิบายเสริมว่า เทด้า ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และที่ตั้งหลายแห่งยังไม่มีการติดตั้ง Substation การไฟฟ้าฯจึงต้องสร้างสถานีส่งให้พื้นที่นั้น ๆ ก่อน จึงเป็นจังหวะที่บริษัทเข้าไปประมูลและดำเนินการ ซึ่งมองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

ข้อมูลจาก Creden Data พบว่า บริษัท เทด้า จำกัด เริ่มมาตั้งแต่ปี 2518 รับเหมาติดตั้งไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกอาคาร ในโรงงานทุกประเภท รวมทั้งซ่อมบำรุงรักษา เดินระบบอุปกรณ์ สำหรับโรงไฟฟ้า โรงกลั่นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า และในปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ เพิ่มเติมประเภทธุรกิจเป็นก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและขายสินค้า โดยผลประกอบการรวม ปี 2567 มีรายได้ 2,208 พันล้านบาท กำไร 69.6 ล้านบาท

ธุรกิจการบินไม่กระทบ

“รัฐนันท์” กล่าวถึงกลุ่มธุรกิจการบิน โดยบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการจัดการการจราจรทางอากาศในประเทศกัมพูชาว่าเฉพาะ 9 เดือน จำนวนไฟลต์บินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีที่แล้ว

“ช่วงที่เกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา กระทบกับสายการบินน้อยมาก ช่วงที่ห้ามบินมีเครื่องหายไปราว 20 เที่ยวบินต่อวันเท่านั้น แต่ช่วงนี้มีเรื่องของพายุฝนฟ้า ทำให้สายการบินชะลอตัวลงมากกว่า”

นอกจากนี้ เที่ยวบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชากลับมาเพิ่มขึ้น ด้วยการเติบโตของการท่องเที่ยวเวียดนาม และจีน โดยสายการบินจากจีนมาเวียดนามทางใต้ หรือมาสิงคโปร์ หรือไปมาเลเซียจะต้องผ่านกัมพูชาเพราะประหยัดเชื้อเพลิง

“ในเดือนกันยายน สายการบินเลือกที่จะกลับมาบินผ่านกัมพูชาอีกครั้ง ด้วยก่อนหน้านี้ค่าน้ำมันแพง และการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ห้ามบินผ่าน ทำให้ตัว Overflight กลับมาเพิ่มขึ้น จาก 200-210 เป็นประมาณ 230 เที่ยวบิน”

อีกส่วนที่น่าสนใจ คือ เที่ยวบินระหว่างประเทศ (Inter Flight) เพิ่มขึ้น 1.2% ในไตรมาส 3 แต่เที่ยวบินจากไทยไปกัมพูชาลดลง จากเดิมวันละ 4 ไฟลต์ เหลือประมาณวันละ 2-4 ไฟลต์

ในภาพรวมรายได้หายไปเล็กน้อย หลัก ๆ มาจากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ทำรายได้หายไปประมาณ 400,000 เหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 คิดเป็นประมาณ 10-12 ล้านบาท ถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างน้อย และมีการปรับเป้ากำไรลงเล็กน้อยจากเดิมที่ตั้งไว้ 560 ล้านบาท จากการตั้งสำรองสินทรัพย์ (Asset) ที่ไม่สามารถย้ายสนามบินได้ที่พนมเปญ ราว 14-19 ล้านบาท และยังต้องชะลอแผนการปรับขึ้นอัตราค่าบริการที่เคยวางไว้สำหรับปีนี้ระงับไว้ชั่วคราว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินการต่อไป

และขณะนี้อายุสัมปทานการบริการวิทยุการบินในน่านฟ้ากัมพูชา ยังเหลืออยู่อีก 26 ปี

“วัฒน์ชัย” กล่าวด้วยว่า การขอสัมปทานวิทยุการบินในลาว ก็ต้องชะลอออกไปเช่นเดียวกัน ด้วยทาง สปป.ลาวก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการบริหาร ซึ่งหากได้สัมปทานในลาวจะมีรายได้จาก Overfight ที่ดีมาก เพราะน่านฟ้าลาวเป็นทางผ่านของเที่ยวบินจีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ส่วนในเมียนมาแม้ว่าจะต้องรอการเมืองสงบก่อน แต่บริษัทก็ขายอุปกรณ์ให้อยู่เเล้ว เพราะบริษัทมีความชำนาญในด้านธุรกิจการบินแล้วก็จะขยายไปรับงานโครงการอื่น ๆ ตามสนามบินได้ด้วย ไม่ว่าที่ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ก็ตาม