เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยอดขายร้านธงฟ้าผ่าน “คนละครึ่งพลัส” พุ่ง 80% จี้ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา

01 พ.ย. 2568 | 10:17น.

กรมการค้าภายใน ลุยตรวจร้านธงฟ้า-คนละครึ่งพลัส ยอดขายพุ่ง 80% ย้ำขายราคาเดียว ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 140,000 บาท

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ติดตามร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล โดยกรมติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าร้านค้าที่อยู่ในโครงการธงฟ้าประชารัฐ ทั้งร้านค้าและร้านอาหาร มีระบบรองรับและมีราคาที่เป็นธรรม

พบว่าร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ร่วม 80% และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ที่มาซื้อสินค้าโดยใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้จริง

“จากการติดตามสถานการณ์ร้านค้าในโครงการ พบว่าร้านค่าธงฟ้าประชารัฐที่กรมการค้าภายในดูแล ทั่วประเทศกว่า 150,000 ร้านค้า เข้าโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 148,509 ร้านค้า หรือมากกว่า 90% ของทั้งหมด ส่วนร้านอาหารธงฟ้า มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ และในขณะนี้มีร้านที่เข้าร่วมแล้วกว่า 1,500 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และจะทยอยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งวันนี้กรมยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร “พอใจ” ซอยอารีย์ ซึ่งเป็นร้านอาหารธงฟ้าประเภทข้าวแกงราคาประหยัดที่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีราคาประหยัด และปริมาณเหมาะสม

กรมการค้าภายในยังมีแผนส่งเสริมร้านอาหารธงฟ้าให้สามารถลดต้นทุนวัตถุดิบ โดยเชื่อมโยงจากผู้ผลิต เช่น สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสมาคมข้าวสารบรรจุถุง โรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เป็นต้น เพื่อช่วยให้ร้านสามารถจัดเมนู “อิ่มแน่นอน ราคายุติธรรม” พร้อมขอความร่วมมือให้ร้านค้ารักษาปริมาณอาหารในระดับปกติ ไม่ลดปริมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มค่าในการบริโภค

ในส่วนของเรื่องร้องเรียน กรมได้รับรายงานการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 รวมแล้ว 5 เรื่อง เกี่ยวกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงขึ้น หรือ ราคาแตกต่างระหว่าง “เงินสด” และ “คนละครึ่ง” โดยกรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อมูลเบาะแสที่ได้รับแจ้ง

นายวิทยากรกล่าวว่า กรมการค้าภายใน ขอย้ำว่า การจำหน่ายสินค้าทั้งแบบชำระเงินสดและใช้สิทธิ์คนละครึ่ง ต้องมีราคาเดียวกัน หากพบการกระทำผิดเข้าข่าย “ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าเกินราคาควร” จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ร้านค้าที่ไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจนจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท โดยผู้แจ้งเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลมาพร้อมหลักฐาน โดยขอให้ระบุสถานที่ตั้งของร้านค้า และพฤติการณ์การจำหน่ายสินค้า ที่เข้าข่ายความผิดตามกฏหมาย เพื่อกรมจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ในทันที

”กรมขอขอบคุณร้านค้าส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการจำหน่ายสินค้าและอาหารในราคาที่เท่าเทียมกัน เพื่อช่วยกันสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ “อิ่ม คุ้ม สบายกระเป๋า” ไปด้วยกัน“