Skip to content

ปตท.สผ.ลุย CCS ในอ่าวไทย คาดเริ่มอัดกลับคาร์บอนปี’71

07 พ.ย. 2568 | 11:23น.
ปตท.สผ.ลุย CCS ในอ่าวไทย คาดเริ่มอัดกลับคาร์บอนปี’71

ปตท.สผ.เดินหน้าลงทุนโครงการ CCS แหล่งอาทิตย์ ศักยภาพสูงสุด 1 ล้านตันต่อปี ใช้เงินลงทุนหมื่นล้านใน 5 ปี คาดเริ่มอัดกลับคาร์บอนได้ปี’71 พร้อมเข้าถือหุ้น 50% พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลย์ แหล่ง A-18 พร้อมสำรวจแหล่งใหม่ที่ค้นพบปิโตรเลียมในมาเลย์

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision : FID) เพื่อเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์จะสามารถดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี โดย ปตท.สผ.ได้ศึกษาและประเมินความเหมาะสมในทุกมิติ เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งกักเก็บใต้ดินในระดับความลึก 1,000-2,000 เมตร การออกแบบทางวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในหลุมอัดกลับและบนพื้นผิว รวมถึงบริเวณพื้นทะเล เพื่อให้การจัดการคาร์บอนไดออกไซด์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่บางส่วน ร่วมกับการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 และทยอยเพิ่มปริมาณการอัดกลับจนถึงระดับศักยภาพสูงสุดที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยใช้เงินลงทุนใน 5 ปี รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือราว 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะไม่กระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งอาทิตย์ โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ยังเป็นการนำร่องและเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยในอนาคต รวมถึงธุรกิจ CCS ในบริเวณอ่าวไทยตอนบน (Eastern Thailand CCS Hub)

นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน องค์การเพื่อความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (JOGMEC) และบริษัท อิน เปกซ์ คอร์ปอเรชั่น (INPEX) ดำเนินการศึกษาร่วมกันเกี่ยวกับศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งจะเป็นรากฐานทางเทคนิคสำหรับการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS Hub) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในอนาคต และได้บรรลุผลการศึกษาทางเทคนิค เช่น การแปลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Reprocessing) และการประเมินปริมาณการกักเก็บ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ร่วมกับบริษัทในเครือ ปตท. ได้เข้าพบและหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานปัญหาและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ รวมถึงขอคำแนะนำและแนวทางในการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทย เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดทางกฎระเบียบ

ในส่วนของการลงทุนอื่น ๆ เพิ่มเติมนั้น บริษัทได้ขยายการลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Development Area : MTJDA) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ A-18 โดยเข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าในบริเวณภาคใต้ของไทย

ขณะที่ในทวีปแอฟริกา บริษัทได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ทูอัต (Algeria Touat Project) โดยการซื้อหุ้นทุนร้อยละ 34 ในบริษัท E&E Algeria Touat B.V. ส่งผลให้ ปตท.สผ.มีสัดส่วนการถือครองทางอ้อมในโครงการดังกล่าวรวมร้อยละ 22.1 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) ตั้งอยู่ในแหล่งปิโตรเลียมบนบก Timimoun ในประเทศแอลจีเรีย

“แผนการดำเนินงานต่อจากนี้ ปตท.สผ.จะเร่งการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหลายโครงการในต่างประเทศ เช่น โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ระยะที่สอง โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 ในแหล่ง Waset รวมถึงโครงการสำรวจที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย” นายมนตรีกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คาร์บอน ปตท.สผ. อ่าวไทย