วันนี้ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑) ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ บ. ๒๐๖/๒๕๕๘ หมายเลขแดงที่ บ. ๒๖๔/๒๕๖๑ ระหว่าง นายชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ฟ้องคดี กับ กระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๒ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๓ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ที่ ๔ นายกรัฐมนตรี ที่ ๕ กระทรวงการคลัง ที่ ๖ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เสนอแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามเสนอเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ร้องทุกข์กรณีดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อมา ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ร้องทุกข์กรณีดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้ฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง (๑) เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดี และให้คืนสิทธิหน้าที่และผลประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี (๒) เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๔ และ (๓) ขอค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับการย้ายผู้ฟ้องคดี และค่าเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การโยกย้ายผู้ฟ้องคดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และโดยที่การแต่งตั้งข้าราชการเพื่อย้ายสับเปลี่ยนจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงความแตกต่างกันในบทบาทและอำนาจหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นเรื่องของการบริหารบุคคลที่ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการได้โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุผลความจำเป็น ตลอดจนความเหมาะสม และประโยชน์ของหน่วยงานตามเจตนารมณ์ และหลักการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายมอบอำนาจดุลพินิจให้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารจึงต้องใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายในการมอบอำนาจดังกล่าวและการใช้อำนาจดุลพินิจนั้นจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายดังกล่าวด้วย ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองโต้แย้ง ความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เพื่อให้ศาลปกครองตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวของฝ่ายบริหารว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารนั้น ฝ่ายบริหารมีเหตุผลรองรับหรือไม่ อย่างไร ถ้าการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่มีเหตุผลรองรับ การใช้อำนาจดุลพินิจนั้นย่อมไม่แตกต่างจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยไม่มีเหตุผลรองรับจึงอาจเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในการบริหารงานบุคคลได้ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
โดยมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า เหตุผลในการเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓
แจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ ๐๒๐๑.๐๓๖/๒๐๗๑ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ว่าในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขนั้น การปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจที่ผ่านมามีปัญหาเนื่องจากความเข้าใจในข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนของผู้ฟ้องคดี ทำให้งานราชการของกรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีเกิดความล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า โดยที่การออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และมีกฎหมายที่ให้อำนาจ กรณีการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ จึงต้องอาศัยอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ตามมาตรา ๒๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งเลขที่ ๔ จึงถือว่าเป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ (ด้านพัฒนาการแพทย์) ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑๔๙๒/๒๕๕๕ เรื่อง ให้ข้าราชการได้รับเงินเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และนำมาเป็นข้อกล่าวอ้างและเป็นเหตุผลในการเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีที่มีความเห็นแตกต่างในประเด็นดังกล่าว จึงยังไม่อาจนำมารับฟังเป็นเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและสมเหตุสมผลเพื่อเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติหน้าที่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อการใช้อำนาจและดุลพินิจในการออกคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร ๐๗๐๘/ว ๙ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ การให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ส่วนข้อที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวกับการย้าย
ผู้ฟ้องคดีนั้น โดยที่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้มีมูลเหตุมาจากปัญหาการใช้และการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มภารกิจ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแม้จะเป็นความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนในประเด็นดังกล่าวเกิดจากการใช้ดุลพินิจโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการใช้และการตีความกฎหมาย ประกอบกับความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้อง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะรับฟังได้ว่าเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
สำหรับคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นั้น ผู้ฟ้องคดียังดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว จึงยังไม่เกิดสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีจะนำมาร้องทุกข์ได้ จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ห้ามรับไว้พิจารณา กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนประกาศ ณ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามนัยมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ชอบที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีได้กลับสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก