‘เศรษฐา’ ชงไอเดีย 3 เสา “ไม่ท่วม-ไม่แล้ง” งบฯแสนล้าน คุ้มกว่าจ่ายเยียวยา
อดีตนายฯ เสนอเดินหน้าพร้อมกัน “สามเสา” เป็นนโยบายสาธารณะต่อเนื่อง ใช้งบฯราวหนึ่งแสนล้านบาท ระบบเดียวกันทั้งประเทศ แก้ปัญหาท่วม-แล้ง
เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยระบุผ่านคอลัมน์ ‘คุยกับเศรษฐา’ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงไอเดียการแก้ปัญหาหยุดวงจร “น้ำท่วม เดือดร้อน จ่ายชดเชยและเศรษฐกิจสะดุด”
เศรษฐากล่าวว่า วงจรดังกล่าวสามารถหยุดได้ ถ้าเรากลับไปทำเรื่องพื้นฐานให้จริงจัง จัดการเป็น “ระบบเดียวกันทั้งประเทศ” ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้าแล้วค่อย ๆ ลืมเมื่อฝนซา
โดยมีการประเมินไว้แล้วว่า หากลงทุนต่อเนื่องสัก 7-8 ปี เราจะใช้งบประมาณราวหนึ่งแสนล้านบาท
งบฯนี้ยังต่ำกว่าวงเงินเยียวยาที่ต้องกันไว้จ่ายซ้ำ ๆ ปีละหลายหมื่นล้าน หากปล่อยให้ปัญหาย้อนกลับมาทุกฤดูกาล นี่ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือรายได้ของประเทศที่เราจะรักษาไว้ได้จริง
ขอเสนอให้เดินงานนี้พร้อมกัน “สามเสา” และให้เป็นนโยบายสาธารณะต่อเนื่อง ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง
1.เสาแรก-โปรเจ็กต์ “ไม่ท่วม-ไม่แล้ง” แบบระบบเดียวทั้งลุ่มน้ำ (ใส่ใจ = ระเบียบวิธีบริหารหน้างาน)
แก้ทีละจุดไม่พอ ต้องแก้ทั้งเส้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทุกฝ่ายตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน เราต้องมี “บัญชีดุลน้ำ” ของแต่ละลุ่ม-น้ำเข้า กักเก็บ ระบาย-ที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกติกาปันน้ำที่ปรับโหมดอัตโนมัติตามสถานการณ์ (ปกติ-เฝ้าระวัง-ฉุกเฉิน)
ที่อุบลฯเราพิสูจน์แล้วว่าใส่ใจและลงมือก่อน ดูแลตลอดทั้งฤดูกาล ทยอยปล่อยน้ำจากอ่างกลาง-เล็ก เคลื่อนเครื่องสูบไปคอขวด กำหนดเวลาปรับ-เปิดประตูน้ำตามข้อมูลจริง พอเดินตามข้อมูล เราจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องเปิด-ลด-ผันน้ำเมื่อใด จุดไหนเพิ่มกำลังสูบ จุดไหนทำคลองบายพาสชั่วคราว
การลงทุนชุดนี้คุ้มและฉลาด เพราะเงินส่วนใหญ่หมุนอยู่ในประเทศ
งานหลักคือสิ่งที่คนไทยทำได้และทำเก่งอยู่แล้ว-ขุดลอกลำน้ำ แก้คอขวด เพิ่มคลองบายพาส อัพเกรดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ทำแก้มลิง-ทุ่งรับน้ำ วางแหล่งน้ำจืดสำรอง เครื่องจักรที่ใช้เป็นของพื้นฐาน-รถขุด เครื่องสูบน้ำ ท่อ วัสดุ-ผู้ผลิตไทยทำได้ ผู้รับเหมาท้องถิ่นทำได้ แรงงานไทยได้ค่าแรง เงินกระจายลงอำเภอ-ตำบล ไม่ต้องสั่งเทคโนโลยีเฉพาะทางราคาแพงจากต่างประเทศ
ผลที่ตามมาคือ งบฯเยียวยาจะค่อย ๆ ลดลงเอง เพราะความเสียหายลดลงจริง จีดีพีไทยโตได้โดยไม่ต้องเอาเงินออกนอกประเทศที่แท้จริง
และอย่าลืมอีกมิติหนึ่งที่กำลังกัดกินนา-สวนของเรา-ช่วงน้ำทะเลหนุน น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เพาะปลูกลุ่มน้ำตอนล่าง ทำให้น้ำชลประทานและดินเค็มเกินที่พืชทนได้
วิธีแก้ไม่ซับซ้อน : ต้องมีแหล่งน้ำจืดสำรอง วางแนวกันเค็มให้ชัด และทำแผนสลับพืชในโซนเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นการลงทุนที่เงินอยู่บ้านเรา ใช้เครื่องสูบ ท่อ คันดิน อุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการไทยทำได้ และจ้างงานชุมชนได้ทันที แทนการปล่อยให้เสียหายแล้วค่อยเยียวยาซ้ำ ๆ
2.เสาที่สอง-ป่าที่กลับมามีชีวิต : ประกันชั้นแรกของไม่ท่วม-ไม่แล้ง
ถ้าต้นน้ำเปลือย ดินก็ไหลลงแม่น้ำทุกฤดูฝน ร่องน้ำตื้นเร็ว น้ำหลากบ่าจนปลายน้ำรับไม่ไหว ฤดูแล้งน้ำต้นทุนก็หาย เราต้องหันมาช่วยกันทำ ป่าที่คนอยู่ได้ ให้ชุมชนมีแรงจูงใจดูแลและได้ประโยชน์จริง พืชที่มีศักยภาพสูงคือกาแฟ ในฐานะ “พืชระบบเกษตรกึ่งป่า” ทำงานได้สองทางพร้อมกัน-ตรึงหน้าดิน ชะลอน้ำฝน สร้างร่มเงา และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน เกษตรกรที่มีพืชหลักอยู่แล้วสามารถ “ปลูกกาแฟเพิ่ม” แทรกในแถวไม้ยืนต้นหรือคันดินได้ ไม่ต้องทิ้งพืชเดิม
เมื่อป่าพืชมีค่าเกิดจริง ชุมชนจะดูแลป่าเพราะเห็นรายได้ด้วยตาตัวเอง ผลคือป่าฟื้น น้ำต้นทุนเพิ่ม และฤดูฝนไม่โถมลงล่างจนเอาไม่อยู่ การลงทุนฟื้นป่าก็เงินอยู่บ้านเรา เช่นกัน-จ้างงานท้องถิ่น ใช้วัสดุพื้นฐาน แต่ได้ผลยาวทั้งฝนและแล้ง
3.เสาที่สาม-ทำให้ต่อเนื่องและโปร่งใส
เราไม่ควรติดกับดักทำงานเฉพาะหน้าแล้วหายไปกับฤดูกาล ต้องวางกรอบติดตามผลแบบรายลุ่มน้ำ รายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะ และผูกงบประมาณกับผลลัพธ์จริง-จังหวัดที่ลดพื้นที่ท่วมซ้ำซากได้ ควรได้รับงบประมาณปีถัดไปเพื่อพัฒนาด้านอื่น ๆ ควรทำให้ “ระบบ” ชนะ “ความเสียหาย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาคการเกษตรเป็นภาคที่น่าเห็นใจที่สุด เรามักคิดกันว่าภาคการเกษตรทำรายได้เพียงราว 8-9% ของจีดีพี แต่จริง ๆ แล้วผลกระทบกินวงกว้างกว่าตัวเลขบนกราฟมาก ในชีวิตจริงมันคือรายได้ทั้งวงจร ตั้งแต่แรงงานในนา คนขับรถอีแต๋น ร้านขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ โรงสี โรงงานแปรรูป ไปจนถึงตลาดนัดเย็นหน้าโรงเรียน เมื่อแหล่งน้ำเสถียร รายได้ของคนส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่ง และเมื่อเราลงทุนด้วยมือของเราเอง ใช้เครื่องมือไทย ใช้แรงงานไทย ประโยชน์ก็อยู่กับคนไทย ไม่ใช่ไหลออกนอกประเทศ
“ผมไม่ได้ปิดประตูโครงการใหญ่ ๆ ประเทศต้องพัฒนาไปพร้อมกัน แต่ก่อนจะไปให้ถึงโครงการยักษ์ใหญ่ อย่างรถไฟความเร็วสูง สนามบินนานาชาติทั่วประเทศ หรือระบบการเงินแบบดิจิทัล ผมอยากให้เราช่วยกันทำเรื่องพื้นฐานให้จบ ๆ ไป-คือระบบน้ำและป่าของเราเอง
“ทำสิ่งที่ทำได้ทันที ทำอย่างโปร่งใส วัดผลได้ และเดินต่อเนื่องข้ามฤดูกาล หากเราทำสามเสานี้ให้ยืนได้-ไม่ท่วม-ไม่แล้ง ป่ามีชีวิต และการใส่ใจ ประเทศไทยจะมั่นคงขึ้น ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ในรายงาน แต่ในทุ่งนาและในครัวเรือนจริง ๆ ของผู้คน”
อดีตนายกฯกล่าวว่า ประเทศไม่ใช่กราฟตัวเลข ประเทศคือผู้คน ถ้าเราทำให้น้ำ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง, ป่าต้นน้ำกลับมามีชีวิต และบริหารด้วยความใส่ใจ ก่อนวิกฤต เงินก็จะอยู่บ้านเรา งานก็อยู่กับคนของเรา และทั้งชุมชนจะเดินไปพร้อมกัน