นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP เปิดเผยในการสัมภาษณ์พิเศษระหว่างการจัดค่าย TCP Spirit “อาสา อา Guard” แคมปิ้งฮิมดอยเชียงดาว เรียนเรื่องราวป่าชุมชน ณ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ว่าการเดินทางสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ของ TCP นั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
โดยระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนขึ้น แต่ TCP ยังเดินหน้าทำงานด้านความยั่งยืนในประเด็นหลัก ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน, คาร์บอน, น้ำ และสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีพลังที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของสังคม
นายสราวุฒิย้ำว่าคาร์บอนเครดิตไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยปิดช่องว่างของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง TCP ตั้งเป้าใช้ไม่เกิน 10% ของการลดทั้งหมดตามมาตรฐานสากล พร้อมมองว่าในระยะเปลี่ยนผ่านยังจำเป็นต้องพึ่งพา Offset แต่ต้องเป็น Offset ที่เกิดประโยชน์กับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายเพื่อลดภาระขององค์กร

“โครงการจะสำเร็จไม่ได้หากขาดความร่วมมือของชุมชน เพราะงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถขับเคลื่อนโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง”
โมเดลการทำงานที่ได้ผล คือการเชื่อมโยงบริษัท ชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดการปลดล็อกปัญหาและสร้างความยั่งยืนได้จริง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เข้าใจเรื่องคาร์บอนเครดิตชัดขึ้น เพราะข้อมูลจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่และปราชญ์ชาวบ้านช่วยให้เห็นภาพการทำงานจริง และยิ่งมั่นใจในรากฐานเดิมที่มูลนิธิใจกระทิงทำไว้ก่อนหน้า ซึ่งทำให้ชุมชนมีความพร้อมรองรับงานด้านคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ

ในด้านความท้าทาย นายสราวุฒิยอมรับว่า “ทุกเรื่องล้วนท้าทาย” ทั้งคาร์บอนที่ยังไม่มีโซลูชั่นสมบูรณ์ เศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มากขึ้น
รวมถึงเรื่องน้ำที่ TCP อยู่ระหว่างการรับรองมาตรฐาน Alliance for Water Stewardship หรือ AWS ซึ่งเป็นกรอบการประเมินที่เข้มงวด และต้องดำเนินงานเฉพาะในลุ่มน้ำที่โรงงานตั้งอยู่ ทำให้ TCP ต้องเร่งเสริมงานในลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นพื้นที่หลัก ขณะที่โครงการในพื้นที่อื่นแม้ไม่ถูกนับในกรอบ AWS ก็ยังดำเนินต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อสังคม
สำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เช่น เมียนมา TCP จะเริ่มจากการทำ Baseline เพื่อประเมินสภาพจริงของโรงงานใหม่ โดยเน้นว่าการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ขึ้นกับกฎหมายประเทศปลายทาง แต่เป็นเป้าหมายที่องค์กรตั้งใจทำ ไม่ว่ากรอบกฎหมายจะเป็นอย่างไร และจะต้องร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในท้องถิ่นเหมือนเดิม เพราะงานด้านความยั่งยืนไม่มีใครทำคนเดียวได้

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากการเมืองโลก โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของสหรัฐต่อ Climate Agenda นายสราวุฒิระบุว่า TCP จะไม่ยึดโยงกับความไม่แน่นอนเหล่านั้น เพราะองค์กรมีเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง แม้ภาวะโลกจะผันผวนจนหลายประเทศถอยหลังในเรื่องสภาพภูมิอากาศ แต่การทำงานต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความวุ่นวายกลายเป็น New Normal ที่องค์กรต้องปรับตัวให้ทัน
เขายกตัวอย่างว่า แม้การจัดกิจกรรมกลางแจ้งจะต้องรับมือสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ แต่ธุรกิจก็ต้องเดินหน้า พร้อมเตือนพนักงานเสมอว่าต้องมีแผนสำรองและไม่ประมาท เพราะการคาดการณ์แบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป โลกปัจจุบันไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความเสี่ยงจากสงคราม

ในมุมของเทรนด์ความยั่งยืน นายสราวุฒิมองว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” จะเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสนใจ แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องอธิบายยากกว่าคาร์บอน หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน
ซึ่ง TCP เชื่อมโยงอย่างชัดเจนในมิติของน้ำ เพราะธุรกิจพึ่งพาระบบนิเวศด้านน้ำอย่างมาก หากความหลากหลายทางชีวภาพลดลงจนกระทบระบบกำกับดูแลน้ำ ก็อาจกระทบต่อธุรกิจโดยตรง จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเห็นต่าง เช่น ไฟป่า ซึ่งต้องอาศัยการฟังมุมมองหลายฝ่าย ไม่ใช่ตัดสินด้วยข้อมูลจากโซเชียลเพียงด้านเดียว
การลงพื้นที่และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและคนทำงานจริงในท้องถิ่น ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ลึกขึ้น แม้บางความรู้ของชาวบ้านไม่ใช่วิทยาศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่เป็นสิ่งที่เห็นผลจริงและไม่ควรมองข้าม

นายสราวุฒิกล่าวถึงโครงการ TCP Spirit ที่ทำมา 8 ปีว่า เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นของจริงและเป็น “Change Agent” ที่กระจายความรู้เรื่องความยั่งยืนสู่สังคม
หลายคนหลังเข้าร่วมโครงการก้าวไปทำงานด้าน SD อย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงคุณค่าของโครงการ และตั้งใจว่าจะจัดกิจกรรม Reunion ในปีที่ 10 เพื่อติดตามเส้นทางการเติบโตของอาสารุ่นต่าง ๆ

ท้ายนี้นายสราวุฒิย้ำว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนคือการสร้างผลลัพธ์แบบ “Win-Win-Win” ทั้งชุมชน ป่า และธุรกิจ โดยต้องเริ่มจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะองค์กรไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้หากชุมชนไม่ยอมรับ
จึงเป็นเหตุผลที่ TCP เลือกพื้นที่ที่มีรากฐานจากการทำงานของมูลนิธิใจกระทิงมาก่อน ทำให้โครงการสามารถต่อยอดได้จริงและมีความยั่งยืนในระยะยาว