Skip to content

‘Blue Origin’ ภารกิจไปดาวอังคาร ของ ‘Jeff Bezos’ กลับสู่โลกได้อย่างสมบูรณ์

18 พ.ย. 2568 | 18:01น.
‘Blue Origin’ ภารกิจไปดาวอังคาร ของ ‘Jeff Bezos’ กลับสู่โลกได้อย่างสมบูรณ์

Blue Origin ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ ‘New Glenn’ ภารกิจไปดาวอังคารของ NASA ขึ้นสู่วงโคจร พร้อมลงจอดบูสเตอร์กลับสู่โลกได้อย่างสมบูรณ์

ความสำเร็จของ New Glenn ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งยานขึ้นสู่วงโคจร แต่เป็นการยืนยันศักยภาพของ Blue Origin ในฐานะผู้เล่นหลักรายใหม่ของอุตสาหกรรมอวกาศโลก ที่กำลังคลืบคลานเข้ามาร่วมส่วนแบ่งตลาดอย่าง SpaceX และผลักดันการแข่งขันเทคโนโลยีด้านอวกาศให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในยุคที่มนุษย์กำลังมองหาอนาคตบนดาวอื่นมากกว่าที่เคยเป็นมา

บริษัท Blue Origin ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon เดินหน้าตอกย้ำศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ หลังจรวดขนาดยักษ์ New Glenn ปฏิบัติภารกิจครั้งที่2 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ด้วยการส่งยานคู่แฝดโครงการ ESCAPADE ของ NASA ขึ้นสู่วงโคจรที่กำหนด และนำ บูสเตอร์ หรือขั้นตอนแรกกลับมาลงจอดบนเรือ Jacklyn กลางมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างแม่นยำ ทำให้ New Glenn กลายเป็นหนึ่งในจรวดขนาดใหญ่ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

การปล่อยจรวดเกิดขึ้นจากฐานยิง Launch Complex 36 ณ Cape Canaveral Space Force Station เวลา 15:55 น. ตามเวลาสหรัฐ โดย New Glenn ใช้เครื่องยนต์ BE-4 จำนวน 7 ตัว ผลิตแรงขับดันสูงพอที่จะส่งยานน้ำหนักมากขึ้นสู่วงโคจรระดับลอยตัว (loiter orbit) พร้อมระบบควบคุมเสถียรตลอดการบิน หลังจากทำภารกิจส่งยานเสร็จ บูสเตอร์ขนาดมหึมาจึงเริ่มกระบวนการย้อนกลับมาและลงจอดบนเรือที่รออยู่ในทะเล ซึ่ง CEO ของ Blue Origin อย่าง Dave Limp ระบุว่าเป็น “ชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์” พร้อมอวดคำล้อชื่อภารกิจ “Never Tell Me The Odds” ว่าครั้งนี้คือภารกิจที่มี “เปอร์เซ็นต์สำเร็จสมบูรณ์แบบ” เพราะไม่เคยมีบูสเตอร์ขนาดใหญ่ระดับนี้ที่ลงจอดได้ในความพยายามครั้งที่ 2 มาก่อน

สำหรับตัวภารกิจ ESCAPADE หรือชื่อเต็มว่า Escape and Plasma Acceleration and Dynamics Explorers ถือเป็นหนึ่งในภารกิจวิทยาศาสตร์ดาวอังคารที่สำคัญของ NASA โดยจะมีการรอให้ โลก-ดาวอังคาร อยู่ในตำแหน่งเรียงตัวเหมาะสมในช่วงปลายปี 2026 ก่อนเริ่มต้นเดินทางจริง จุดมุ่งหมายคือการศึกษาแรงปะทะระหว่างลมสุริยะกับบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของดาวอังคาร เพื่อหาคำตอบว่าทำไมดาวอังคารเคยมีชั้นบรรยากาศหนาแน่น แต่วันนี้กลายเป็นดาวเคราะห์แห้งแล้ง ความรู้ดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการวางแผนส่งมนุษย์ไปปฏิบัติการบนดาวอังคารในอนาคต

ภารกิจครั้งนี้ยังบรรทุกระบบทดสอบ HaloNet ของบริษัท Viasat ซึ่งติดตั้งอยู่บนขั้นตอนสองของ New Glenn เพื่อสาธิตระบบรีเลย์ข้อมูลสำหรับโครงการสื่อสารของ NASA ที่มีผลการทดสอบประสบความสำเร็จตามแผนทั้งหมด ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารอวกาศแบบใหม่แทนโครงสร้างเดิมที่ใช้งานมานานหลายทศวรรษ

ด้าน Sean Duffy รักษาการผู้บริหาร NASA กล่าวยกย่องความสำเร็จของ Blue Origin และพันธมิตรทุกฝ่าย รวมถึง Rocket Lab และ UC Berkeley ว่า ภารกิจครั้งนี้จะช่วยไขข้อสงสัย เพื่อคลี่คลายต้นเหตุการสูญเสียบรรยากาศของดาวอังคาร พร้อมเชื่อมโยงความสำคัญของข้อมูลที่ New Glenn ส่งกลับมา ว่าเป็นส่วนจำเป็นสำหรับการวางแผนภารกิจ MK-1 และ Artemis ในการส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์และเตรียมฐานสู่การไปดาวอังคารในระยะยาว ซึ่งยังสอดคล้องกับแนวนโยบายด้านอวกาศของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ประกาศเป้าหมาย “ปักธงสหรัฐ บนดาวอังคาร”

Blue Origin ระบุว่า New Glenn คือแกนกลางของยุทธศาสตร์ด้านอวกาศทั้งการให้บริการลูกค้าภาคธุรกิจ การส่งดาวเทียมวงโคจรหลายระดับ การสนับสนุนโครงการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ และระบบเคลื่อนที่หลายภารกิจของ Blue Ring ปัจจุบันบริษัทมีจรวดหลายลำอยู่ในสายการผลิตพร้อมคำสั่งซื้ออีกหลายปีจากลูกค้า เช่น NASA, Viasat, Amazon Project Kuiper, AST SpaceMobile และผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่หลายประเทศ

ภารกิจครั้งนี้ยังเป็นเที่ยวบินรับรองเพื่อเข้าร่วมโครงการ National Security Space Launch (NSSL) ของกองทัพอากาศสหรัฐ เป็นครั้งที่สอง โดย Blue Origin อยู่ระหว่างขั้นตอนการรับรองเต็มรูปแบบเพื่อรองรับความต้องการด้านความมั่นคงซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

Jordan Charles รองประธานโครงการ New Glenn กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้คือก้าวสำคัญที่เปิดยุคใหม่ของการปล่อย-ลงจอด-ใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมุ่งเน้นเร่งอัตราการผลิตและเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดให้ได้ระดับอุตสาหกรรม เพื่อรองรับภารกิจเชิงพาณิชย์และภารกิจรัฐจำนวนมากที่รออยู่ในโรดแมป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Blue Origin NASA ดาวอังคาร