Skip to content

เชียงใหม่ ปลุก World Event ยี่เป็ง “โคมลอย” ฮิต 1.6 หมื่น ล.ต่างชาติจองข้ามปี

23 พ.ย. 2568 | 09:02น.
เชียงใหม่ ปลุก World Event ยี่เป็ง “โคมลอย” ฮิต 1.6 หมื่น ล.ต่างชาติจองข้ามปี

หลัง “เทศกาลยี่เป็ง” ปิดฉากลง จังหวัดเชียงใหม่ประกาศยกระดับเทศกาลยี่เป็งให้เป็น “World Event” อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากพบว่าเทศกาลยี่เป็ง ปีนี้ (2568) มีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นสูงกว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้าหลายเท่า

โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งได้ร่วมประชุมเพื่อถอดบทเรียนการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลยี่เป็งปี 2568 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-8 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวม 316,356 คน รายได้รวม 9,151.72 ล้านบาท มูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยรวม 16,564.61 ล้านบาท

โดยเฉพาะ Event การปล่อย “โคมลอย” มีอัตราการเติบโตเป็นประวัติการณ์ กระจายตัวรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่เชียงใหม่-ลำพูน กว่า 100,000 คน

ส่วนปัญหาหลักที่พบคือ รถบริการสาธารณะจากสนามบินไปยังจุดจัดกิจกรรมมีไม่เพียงพอ ทำให้นักท่องเที่ยวถึงจุดหมายล่าช้า รวมถึงการบริการนักท่องเที่ยวที่สนามบินแออัด ซึ่งในอนาคตทางจังหวัดเชียงใหม่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม

ยี่เป็ง

จัดโซนล็อกวันปล่อยโคมลอย

ประเพณียี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่ประจำปี 2568 ทางจังหวัดมีการกำหนดพื้นที่ และวันเวลาในการปล่อยโคมลอย โดยปีนี้มีการขออนุญาตปล่อยโคมทั้งสิ้น 92,313 ดวง แยกเป็น โคมลอย 91,376 ดวง และโคมควัน 937 ดวง และมีการอนุญาตให้จุดพลุ 3,366 นัด โดยการปล่อยโคมและจุดพลุ อนุญาตให้ทำได้ในวันที่ 5-6 พ.ย. 68 มีประกาศพื้นที่ห้ามจุดและปล่อยโคมโดยเด็ดขาดใน 6 อำเภอ 39 ตำบล เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุมชนและอยู่ในรัศมีของเครื่องบิน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษ

แกะรอยเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้าน

นายพัลลภ แซ่จิว รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และผู้จัดงาน Authentic Sky Lanterns Festival 2025 เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตัวเลขมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากงานเทศกาลยี่เป็งปีนี้ 16,564.61 ล้านบาท ถูกคำนวณบนฐานของการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยอมจ่ายสูง

ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อวันของนักท่องเที่ยว ค่าบัตรตั๋วโคมลอยแต่ละที่ไม่เท่ากัน เฉลี่ยเริ่มต้น 5,000-15,000 บาท เฉลี่ยวันพักนักท่องเที่ยว 4 วัน เดินทางโดยเครื่องบินวันละ 35,000 คน เดินทางโดยรถไฟ 20,000 คนต่อวัน เป็นต้น

รายได้จากการจัดงานเทศกาลยี่เป็ง คือ 9,151.72 ล้านบาท เป็นเงินที่เข้าสู่ระบบโดยตรงในรอบแรก เช่น รายได้จากการท่องเที่ยว ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ของที่ระลึก และค่าเข้าชมงานต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวจ่ายโดยตรง ส่วนมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยรวมที่รายงานจังหวัดระบุว่า อยู่ที่ 16,564.61 ล้านบาท เป็นเงินก้อนใหญ่ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่น นวด-สปา การคมนาคม เช่น บริการเช่ารถไกด์ท้องถิ่น รถทัวร์ รถไฟ ตั๋วเครื่องบิน อีเวนต์&ออร์แกไนเซอร์ สล่า พ่อครู แม่ครู แคเทอริ่ง เป็นต้น

กราฟิก โคมลอย

รัฐต้องนำ Fact Facilitator

นายพัลลภกล่าวว่า สิ่งสำคัญจากบทเรียนเทศกาลยี่เป็งในปีนี้ คือ ภาครัฐเป็นผู้นำกระบวนการในพื้นที่ควรทำตัวเป็น Fact Facilitator คือการวางบทบาทที่เน้นการทำงานกับข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยโคมลอยมีความเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ที่ต้องเอื้อต่อการที่นักลงทุนจะทำธุรกิจ โดยรัฐต้องขจัดอุปสรรคออกไปบ้าง ทำให้กลไกของการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาเป็นไปอย่างสะดวกที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากมหาศาล แต่รถขนส่งมวลชนไม่มี สนามบินไม่เพียงพอรองรับปริมาณนักท่องเที่ยว

ความท้าทายสู่ World Event

นายพัลลภกล่าวต่อว่า การผลักดันเชียงใหม่ “ยี่เป็ง World Event” ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโคมลอย แต่คือการวางตำแหน่งให้เชียงใหม่ เป็น “มหานครแห่งเทศกาลโลก” กิจกรรมปล่อยโคมลอยในเทศกาลยี่เป็ง เชียงใหม่ เกิดขึ้นมาร่วม 20 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีประกาศกำหนดโซนนิ่งและการอนุญาตให้ปล่อยโคม แต่ปีนี้จังหวัดเชียงใหม่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนมากขึ้น

สิ่งที่ยังเป็นข้อท้าทาย คือ การเร่งเตรียมความพร้อมระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ รวมถึงสนามบินที่ต้องมีขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาพร้อม ๆ กัน

นอกจากนี้ การยกระดับยี่เป็งเชียงใหม่ สู่ World Event ที่สำคัญยิ่ง คือ “ความปลอดภัย” และ “ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ประเด็นสำคัญ คือ Safety and Flight Safety ที่ต้องมีการวางแผนจัดการพื้นที่ปล่อยโคมให้มีความเป็นระเบียบและจำกัดพื้นที่อย่างชัดเจน มีการประสานงานอย่างเข้มงวดกับหน่วยงานด้านการบิน เพื่อกำหนดโซนห้ามปล่อยและช่วงเวลาปล่อยโคม เพื่อไม่ให้กระทบต่อตารางการบินของสนามบินเชียงใหม่

ยี่เป็ง

มีการกำหนด “มาตรฐานของโคมไฟ” ที่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด โดยบังคับใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำเทคโนโลยีและมาตรการมาช่วยในการเก็บกู้ซากโคมไฟหลังเทศกาลเพื่อลดปริมาณขยะ

โดยเฉพาะ “ขี้ผึ้ง” ที่จุดในโคมต้องมีมาตรฐานสูงในการผลิต เพื่อไม่ให้ประกายไฟร่วงตกลงมา ถ้าตกลงมาใส่หัวคนจะทำอย่างไร ไม่ใช่นำเข้าโคมจากจีนที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามา กลายเป็นคนจีนได้เงิน ต้องทำให้เงินกระจายในท้องถิ่น ให้ภูมิปัญญาถูกต่อยอด ซึ่งปัจจุบัน “สล่า” หรือช่างที่มีฝีมือชั้นครู เหลือไม่กี่ราย เป็น Ecosystem ที่ต้องดูแล

ดีมานด์ 69 ล้น ทั่วโลกจองข้ามปี

นายพัลลภกล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดต่างประเทศในเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ ขยายตัวทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แคนาดา ละตินอเมริกา บราซิล เม็กซิโก โคลอมเบีย (มีสัดส่วนกว่า 50%) ที่เหลือเป็นตลาดเอเชีย (40%) เช่น ญี่ปุ่น จีน และยุโรป (10%)

เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ อยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก มีการจองล่วงหน้าในปี 2569 แล้ว โดยพบว่าเอเย่นต์มีการแย่งซื้อตั๋วเข้าร่วมงานปล่อยโคมล่วงหน้าจำนวนมาก เอเย่นต์บางรายจ่ายเงินล่วงหน้าแล้ว 30 กว่าล้านบาท เพื่อจองซื้อตั๋ว 10,000 ใบ ล่วงหน้า

ยี่เป็ง

ดึงชุมชนมีส่วนร่วมแบบ Win-Win

นายพัลลภกล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้ยี่เป็งเชียงใหม่ เป็น World Event ที่ยั่งยืน คือการรักษามนต์เสน่ห์ล้านนาแท้ ๆ ไว้ ไม่ให้ถูกลดทอนด้วยความเป็น “Mass Tourism” ทั้งเรื่องพิธีกรรมตามประเพณีดั้งเดิม ขณะที่ต้องดึงชุมชนท้องถิ่น วัด และผู้ประกอบการในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน เช่น ส่งเสริมให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมย่อย ๆ ควบคู่ไปกับอีเวนต์ใหญ่ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจและกระจายรายได้สู่รากหญ้าอย่างแท้จริง

ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า “ยี่เป็งเชียงใหม่” จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในปฏิทินเทศกาลโลก ที่นักท่องเที่ยวต้องจองล่วงหน้าเป็นปี ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ถูกยกระดับเป็น “Cultural & Sustainable Tourism Hub” มีประเพณีที่แข็งแกร่งเป็นจุดขาย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนที่ทำในเทศกาลนี้ขาดทุนก็เยอะ ล้มหายตายจากก็มาก การลงทุน อีเวนต์ใหญ่ต้องคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและกลับมาซื้อซ้ำในปีต่อ ๆ ไป สเกลงานใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะดีมานด์สูงขึ้นทุกปี การอำนวยความสะดวกของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญ”