กระทรวงการคลัง “โยนโจทย์ใหญ่” เรื่องเตรียมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 8.5% ในปี 2571 หรือ 3 ปีข้างหน้า และปรับขึ้นเป็น 10% ในปี 2573 หรือในอีก 5 ปี มาให้สังคมได้ถกเถียงกัน
ย้ำขึ้น VAT เมื่อเศรษฐกิจพร้อม
โดย “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า แผนการคลังระยะปานกลางได้วางสมมุติฐานไว้ว่า หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับขึ้น VAT อย่างไรก็ดี ย้ำว่าต้องประเมินตามสภาพเศรษฐกิจจริงในเวลานั้น ๆ ด้วย โดยคาดว่าในปี 2571 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ ขณะที่ในช่วงปี 2568-2569 นี้ “ยังไม่พร้อม”
“เราไม่ได้บอกว่าจะขึ้นตอนนี้ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ฐานะการคลังมั่นคง ถ้าเราไม่เตรียมแผน ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงได้ โจทย์ใหญ่คือการบริหารรายได้และรายจ่ายอย่างชัดเจน”
ดร.เอกนิติกล่าวด้วยว่า แผนการคลังระยะปานกลางไม่ได้เน้นแค่การขึ้นภาษี แต่ยังรวมถึงการลดภาษีให้ประชาชนบางกลุ่ม เช่น การเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับมนุษย์เงินเดือน และปรับลดค่าลดหย่อนของผู้มีรายได้สูง เพื่อให้โครงสร้างภาษีเป็นธรรมยิ่งขึ้น

เปิดแผนเพิ่มรายได้-ขยายฐาน
ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 วางแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยภาครัฐจะมุ่งเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังและรักษาระดับความน่าเชื่อถือของประเทศภายใต้แนวคิด “Credible”
ซึ่งในด้านรายได้ จะมุ่งเน้น 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยนำระบบงานดิจิทัล และ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคลและผู้ประกอบการ
รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่จะรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานในการจัดเก็บ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้
ขณะเดียวกันก็จะมีการทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง รวมทั้งเพิ่มรายได้และมูลค่าในการบริหารทรัพย์สินอื่น ๆ รวมถึงทุนหมุนเวียนหลักทรัพย์ ที่ราชพัสดุ ราคาประเมิน และเหรียญกษาปณ์
รื้อภาษีบุคคล-VAT-สรรพสามิต
และ 2) การดำเนินมาตรการภาษีของหน่วยงานจัดเก็บ ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อน การเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีส่วนเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การปรับปรุงโครงสร้างสินค้าที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงโครงสร้างภาษีกลุ่ม Sin Tax ตลอดจนการเก็บอากรขาเข้าจากสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ควบคู่กับการทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษี VAT ซึ่งรัฐบาลจะเสนอมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนและระบบเศรษฐกิจไปในคราวเดียวกัน
บทเรียนขึ้น VAT ในต่างประเทศ
ด้าน “อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำเสนอ “บทเรียนการเพิ่ม VAT ในต่างประเทศ” ว่า การปรับขึ้น VAT เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมพร้อม ซึ่งจากการศึกษาในหลายประเทศ คือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะนำเงินไปทำอะไร และต้องทำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยต้องทยอยปรับขึ้น และที่ขาดไม่ได้คือต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีการประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจปรับตัวอย่างน้อย 1 ปี
ทั้งนี้ กรณีประเทศสิงคโปร์ และญี่ปุ่น มีการประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า เมื่อปรับขึ้น VAT แล้วจะนำเงินไปใช้อะไร อย่างสิงคโปร์ใช้ในด้านสวัสดิการสังคม ส่วนญี่ปุ่นใช้ดูแลผู้มีรายได้น้อยในระบบบำนาญ ดูแลเด็กในครัวเรือนที่รายได้น้อย เพิ่มค่าจ้างให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น
ขณะที่การปรับอัตราก็มีหลายวิธี อย่างเช่น ญี่ปุ่นใช้การปรับอัตรา 2 ระดับ 10% สำหรับสินค้าและบริการทั่วไป และ 8% สำหรับสินค้าที่จำเป็นกับการดำเนินชีวิต ส่วนสิงคโปร์เก็บอัตราเดียวในทุกสินค้า
“การปรับ VAT จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทุกประเทศ แต่จะมีรายละเอียดต่างกัน สิงคโปร์ทยอยปรับจาก 7% โดยประกาศล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2561 ว่า ในปี 2566 จะปรับเป็น 8% และ 9% ในปี 2567 ขณะที่ญี่ปุ่นทำเป็นขั้นบันได 5% เป็น 8% ในปี 2567 และ 8% เป็น 10% ซึ่งเดิมกำหนดในปี 2558 แต่ก็มีการขยับเป็นปี 2562 เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี”
ด้านประโยชน์จากการปรับขึ้น VAT ได้แก่ ญี่ปุ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านล้านเยน จากเดิม 5.2 ล้านล้านเยน ขณะที่สหราชอาณาจักร มีรายได้เพิ่ม 1.21 หมื่นล้านเยน รัฐลดการกู้ยืมลงได้ ทำให้หนี้สาธารณะไม่เพิ่ม โดยประชาชนได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น และเป็นการขยายฐานภาษี ลดความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงภาษีในระบบได้มากขึ้น
“ของไทยประเมินว่า ถ้าปรับขึ้น VAT 1% จะมีรายได้รัฐจะเพิ่มขึ้น 7-9 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในโครงการที่สำคัญได้ อย่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ใช้เงิน 9.1 หมื่นล้านบาท หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดใช้ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการมีรายได้เพิ่มขึ้นจะสามารถดูแลสวัสดิการต่าง ๆ ได้ครอบคลุมมากขึ้น”
ขึ้น VAT โจทย์ยากทางการเมือง
“ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า การเพิ่มรายได้เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อดูแลภาคการคลัง ซึ่งแนวทางปรับขึ้น VAT ก็มีการประกาศชัดเจนว่า อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าจะทำเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีระดับหนึ่ง โดยหลายประเทศในอดีตที่ปรับขึ้น VAT ก็ใช้วิธีการประกาศล่วงหน้าแบบนี้เพื่อให้เกิดการรับรู้ อย่างไรก็ดี เมื่อถึงเวลาแล้ว หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่พร้อมก็อาจจะไม่ปรับก็ได้ หรือหากปรับขึ้นก็ต้องมีมาตรการลดผลกระทบด้วย
“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การปรับขึ้น VAT เข้าใจว่าเป็นการส่งสัญญาณเตรียมการ ไม่ใช่ปรับขึ้นในขณะนี้ทันที โดยประเทศไทยลด VAT ชั่วคราวจาก 10% เหลือ 7% มาตั้งแต่ปี 2540 และเตรียมจะปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542 แต่ยังขึ้นไม่ได้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ความจำเป็นที่ต้องดูแลภาคการคลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจะเห็นว่ารายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงทุกปี จากเคยอยู่ประมาณ 17% ลงมาเหลือ 15% ในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสมัยก่อนขาดดุลการคลังแค่ราว 2% แต่ปัจจุบันก็เกิน 3% ไปแล้ว
“การเพิ่มรายได้ต้องเพิ่มฐานภาษี แต่ถ้าเพิ่มฐานภาษีไม่ทัน การเพิ่มอัตราภาษีก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำได้ แล้ว VAT เป็นภาษีที่ใหญ่ ขึ้น 1% จะมีรายได้เพิ่มประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ก็เป็นทางหนึ่ง แต่แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชน”
“ดร.พิพัฒน์” กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ในทางการเมืองไม่ง่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนที่จะตัดสินใจขึ้น VAT”