Skip to content

สิงห์ เอสเตท เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ 4.20% ต่อปี คาดเสนอขาย 19-21 ม.ค.

25 พ.ย. 2568 | 17:37น.
สิงห์ เอสเตท เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ 4.20% ต่อปี คาดเสนอขาย 19-21 ม.ค.

สิงห์ เอสเตท เตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ อายุ 1 ปี 9 เดือน ชูอัตราดอกเบี้ย 4.20% ต่อปี คาดเสนอขายระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. 2569 ผ่าน 3 สถาบันการเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (S) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป โดยปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลตราสารหนี้ (filing) เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยหุ้นกู้จะมีอายุ 1 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ย [4.20]% ต่อปี สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวจะชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

หุ้นกู้ สิงห์ เอสเตท คาดว่าจะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไประหว่างวันที่ 19-21 มกราคม 2569 โดยได้แต่งตั้งสถาบันการเงิน 3 แห่ง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ระดับ “BBB-” ซึ่งเป็นกลุ่ม “ระดับลงทุน” (Investment Grade) ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือองค์กรอยู่ที่ระดับ “BBB” แนวโน้ม “คงที่” โดยทริสเรทติ้ง สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของตราสาร บริษัทถูกจัดอันดับต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรหนึ่งระดับ เนื่องจากหุ้นกู้ไม่มีประกันมีสถานะด้อยกว่าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องก่อน โดย ณ กันยายน 2568 อัตราส่วนหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องต่อหนี้รวมอยู่ที่ 80% สูงกว่าเกณฑ์ 50% ตามหลักเกณฑ์ของทริสเรทติ้ง

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจว่าหุ้นกู้ที่จะเสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนที่เชื่อมั่นในแบรนด์ “สิงห์ เอสเตท” ถึงแม้ในสภาวะที่ตลาดหุ้นกู้ไทย

โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญความท้าทายด้านความเชื่อมั่นก็ตาม แต่ด้วยภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ยังคงเติบโตตามแผน โดยมีรายได้จากธุรกิจหลักรวม 10,480 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท เติบโตกว่า 5 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ประจำในธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานที่แข็งแกร่ง อีกทั้งบริษัทยังสามารถยกระดับอัตรากำไร (EBITDA Margin) จาก 23% เป็น 25%

โดยรายได้ของธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาคเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะโรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเองในประเทศไทย ถึงแม้อยู่ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ยังสามารถเติบโตได้ถึง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อน และสามารถยกระดับ ADR ได้สูงขึ้นถึง 33% สะท้อนผลลัพธ์ของกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้ายังคงแสดงสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยอาคารหลักทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และเอส เมโทร สามารถรักษาอัตราการเช่าเฉลี่ยโดยรวมไว้ที่ระดับ 80% ในไตรมาส 3 พร้อมทั้งปิดการขายพื้นที่เช่าใหม่แก่ผู้เช่าหลักได้รวมกว่า 4,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทยอยเข้าใช้พื้นที่ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ถึงต้นปี 2569 นอกจากนี้ยังคาดว่าอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูส ระดับแฟล็กชิปของ สิงห์ เอสเตท จะกลับมาแตะระดับอัตราการเช่าที่ 90% อีกครั้ง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้เช่าต่อคุณภาพโครงการและศักยภาพทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตในเมือง

ในส่วนของธุรกิจที่พักอาศัย โครงการ สริน พรานนก–กาญจนา ที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียม ดิ เอส สุขุมวิท 36 ซึ่งมีแผนปิดโครงการในปี 2568 คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย โดยสร้างรายได้กว่า 350 ล้านบาท สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 75 ไร่ ให้ Dali Foods Group แล้วเสร็จ ช่วยเสริมรายได้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนความแข็งแกร่งของพอร์ตกลุ่มอุตสาหกรรม

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 บริษัทคาดว่าผลประกอบการยังคงเติบโตตามแผน โดยได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยและมัลดีฟส์ รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินและแสวงหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างความสามารถในการทำกำไรระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างโปร่งใสตามหลักบรรษัทภิบาล และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสิงห์ เอสเตท สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว