เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ บทเรียนบนเก้าอี้รัฐมนตรี กับเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้

29 พ.ย. 2568 | 07:31น.
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
สัมภาษณ์พิเศษ

จากปลายเดือนกันยายน 2568 มีชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคนนอกของพรรคภูมิใจไทย ก็มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม

และหลังจากตอบรับนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และลุกขึ้นชี้แจงในสภาครั้งแรก ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ชื่นชมรัฐมนตรีหญิงเก่งท่วมท้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์
กระทั่งล่าสุดถูกจับตาอาจเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย

วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 2 เดือน กับภาระมากมาย ไปฟังคำตอบถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปจากผู้บริหารมืออาชีพ สู่รัฐมนตรีมืออาชีพ ที่มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร เป้าหมายที่ต้องการทำคืออะไรในเวลา 120 วัน (รัฐบาล 4 เดือน)

บทเรียนบนเก้าอี้รัฐมนตรี

“ศุภจี” ตอบคำถามเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า สิ่งที่ตั้งใจตอนนี้คือการทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด เพราะมีเรื่องที่ต้องทำมาก ทั้งการต่างประเทศและภายในประเทศ จนไปถึงเรื่องเกษตรกร

พร้อมย้ำว่า “ไม่เคยมีความตั้งใจที่อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี และจริง ๆ แล้วไม่เคยมีความตั้งใจที่จะมาทำหน้าที่นี้ (รัฐมนตรี) ด้วยซ้ำ แต่ก็คิดว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ เราอาจจะพอเข้ามาช่วยวางอะไรได้บ้าง ก็เลยตัดสินใจมา ยังไม่เคยมองไกลไปถึงตำแหน่งอื่นใด เพราะฉะนั้นตอนนี้มีอะไรก็ทำตรงนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด”

สำหรับบทเรียนในการทำงานบนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ถึง 2 เดือน ต้องบอกว่า “เป็นเวลาที่มีความหมายทุกวัน”

“ในทุก ๆ วันที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ ได้ทั้งเรียนรู้กับข้าราชการในกระทรวง ซึ่งมีความรู้มากมาย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ พยายามที่จะกำหนดทิศทางและนโยบายให้ได้ตามที่ต้องการไว้ก่อนที่จะเข้ามา ทำอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนไทยและประเทศให้ได้มากที่สุด ในช่วงระยะเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้านการค้าการขายระดับโลก”

CEO มืออาชีพสู่ รมว.มืออาชีพ

รัฐมนตรีหญิงกล่าวถึงความแตกต่างของการทำงานในบทบาทของผู้บริหารมืออาชีพกับรัฐมนตรีมืออาชีพว่า ไม่ได้ต่างกันในมุมของเนื้อหา เพราะการอยู่ในเอกชนต้องรู้ รับทราบระบบเศรษฐกิจในองค์รวม ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกว่ากำลังเจอกับปัญหาความท้าทายอะไร แต่ต่างกันที่ “มุมมอง”

“เพราะตอนอยู่เอกชนจะดูแค่ว่าเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องตอบโจทย์ในเรื่องความท้าทายและปัญหาอย่างไร ต้องหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมาเป็นผู้กำหนดนโยบาย ต้องมองอีกมุมหนึ่ง เพราะสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำจะกระทบกับห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลายมาก ต้องใช้ความระมัดระวัง และต้องมองมุมที่ครอบคลุมมากขึ้น มิติที่ต้องดูรอบด้านมากขึ้น และต้องมองถึงผลประโยชน์ร่วมมากขึ้น”

สำหรับการทำงานแต่ละที่ สิ่งสำคัญต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป้าหมายคืออะไร กรณีที่มาอยู่ในระบบราชการ การวางนโยบายก็พยายามเข้าใจถึงข้อจำกัด ระเบียบ รวมถึงเนื้อหา

“ไม่ได้เป็นอะไรที่ง่าย เพราะระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนการทำงานต้องมีการส่งผ่านหลายหน่วยงานในการกลั่นกรอง ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งตอนอยู่เอกชนคิดว่าทำไมบางเรื่องภาครัฐไม่ทันใจเลย แต่พอมานั่งอยู่ตรงนี้ถึงทราบว่าต้องรอบคอบ ต้องดูให้ครบทุกมิติ มีระเบียบข้อบังคับมากมาย จึงต้องใช้เวลาพอสมควร”

โมเดล TAM กับ รมว.พาณิชย์

“ศุภจี” เล่าถึงการบริหารจัดการในบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ว่า นำหลักการทำงานที่ใช้มาตลอด เรียกว่าโมเดล TAM (Think Big, Act Small, Move Right) เพราะในทุกครั้งที่กำหนดนโยบายใด ๆ ก็ต้องมองให้ครบทุกมิติ มองให้รอบด้าน มองทั้งระยะสั้นและระยะยาว มองให้ครบทุกภาคส่วนในเรื่องที่จะทำ

กรณีการส่งออก-นำเข้าสินค้า ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานครบทุกมิติ แต่เวลาปฏิบัติจะทำทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้าทำทั้งหมดอาจไม่สามารถได้ผลสัมฤทธิ์ ต้องเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าสามารถควบคุมได้ก่อนจึงต้อง Act Small ก่อน เริ่มหรือทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะเห็นผลได้แล้วค่อยขยายผลต่อไป

ยกตัวอย่างเรื่อง “ข้าว” กรณีข้าวขาวทั่วไป ซึ่งมีคู่แข่งในโลกหลายประเทศ โจทย์สำคัญคือเราต้องมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการตลาดมากขึ้น

ขณะที่ราคาข้าวของไทยตอนนี้ไม่ต่างจากคนอื่น ไม่ได้พรีเมี่ยมกว่าประเทศอื่น ก็ต้องหาวิธีการที่ช่วยเพิ่มผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร

“ภาพรวมคือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่มากขึ้นและแข่งขันได้ โดยมีโครงการสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชทดแทน (ข้าว) บางส่วน ซึ่งต้องเจาะลงไปในกลุ่มที่มีความพร้อม พื้นที่เหมาะสม ทำเป็นโมเดลให้เห็นว่าเกิดขึ้นได้จริง เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นจริง คือคิดใหญ่ แต่เวลาทำ ทำจากก้อนเล็ก ๆ แล้วเป็นตัวไปขยาย”

นำร่อง 1 ล้านไร่ปลูกพืชทดแทน

ขณะเดียวกัน ต้องหาจังหวะที่จะดำเนินการนโยบายในเวลาที่เหมาะสม (Move Right) อย่างช่วงนี้เดือนพฤศจิกายนจะมีการเกี่ยวข้าวนาปี ดังนั้น ถ้าไม่รีบจัดการก็จะมีข้าวนาปรังเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ทำให้ซัพพลายล้น ดังนั้น ต้องใช้จังหวะนี้เข้าไปจูงใจให้ชาวนาลองปรับบางพื้นที่ปลูกพืชอื่นทดแทนที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากกว่า โดยที่ภาครัฐหาตลาดให้ด้วย

“ศุภจี” อธิบายว่านโยบายนี้เริ่มต้นแล้ว โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ออกมาตรการเพื่อจูงใจให้เกษตรกรที่อยากปรับ อยากเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชทดแทน โดยให้เงินช่วยเกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ แต่ต้องปรับพื้นที่ปลูกข้าวเดิมมาปลูกพืชทดแทน ตามที่เรามีการศึกษาไว้ว่าควรจะเป็นพืชอะไรที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยที่มีการหาตลาดให้ด้วย

นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น แทนที่จะไปปลูกข้าวแล้วมีต้นทุนสูง ขณะที่ราคาก็ถูกกดดันโดยอุปสงค์อุปทานของโลก ซึ่งไม่สามารถขยับราคาสูงได้ เปลี่ยนมาปลูกพืชอื่นบางส่วน โดยตั้งเป้าไว้ 1,000,000 ไร่ ซึ่ง นบข.อนุมัติไปแล้ว

ยุทธศาสตร์ “มั่นคงทางอาหาร”

รัฐมนตรีพาณิชย์ฉายภาพถึงนโยบายการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Food Security Hub ว่า เรื่อง Food Security Hub เป็นคอนเซ็ปต์ที่มีการพูดกันมานาน ไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น แต่ความต่างคือจังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราสามารถที่จะฉวย ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดขึ้นได้พอดี อย่างที่ผ่านมาเจอโควิดทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งหมด หรือตอนนี้มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งเศรษฐศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่รัฐศาสตร์อย่างเดียว

ปัญหาสภาพอากาศเราควบคุมไม่ได้ บางทีน้ำเยอะ บางทีน้ำน้อย มีปัญหาอุทกภัยมากมาย ดังนั้น ประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารและวัตถุดิบจะกังวล ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้จะทำอย่างไร ดังนั้น แทนที่จะไปเจรจาให้มาซื้อข้าว ก็ใช้วิธีชักชวนให้มาเป็นพันธมิตรความมั่นคงทางอาหารแทน

“เจรจาให้มาซื้อข้าวล่วงหน้า ถ้าต้องการความมั่นคงทางอาหารก็ต้องจ่ายแพงกว่าเดิม ซึ่งประเทศไทยก็ต้องเก็บรักษาให้ มีวิธีดูแล แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาซื้อ 100 เราจะต้องเก็บ 100 เราต้องหาโมเดลที่ถูกต้องและเหมาะสมมาบริหารจัดการ พอเราเสนอแบบนี้ ประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารก็จะต้องการมาเป็นพันธมิตร”

เพราะหากเกิดสงคราม ปัญหาภูมิอากาศทำให้ขาดแคลนอาหาร เกิดโรคระบาด ไทยสามารถเป็นพันธมิตรกับเขาในเรื่องความมั่นคงทางอาหารได้ ทำให้ยกระดับจากคู่ค้ากลายมาเป็น “เพื่อน” เพราะการให้ความมั่นคงกับเขามากกว่าเป็นคนขายของ

ผนึกเวิลด์แบงก์หาโมเดล

“ศุภจี” ย้ำว่าจังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราเข้าและได้จริง ๆ ยกตัวอย่างที่ได้ทำสัญญา Food Security ครั้งแรกกับสิงคโปร์ 100,000 ตัน ซึ่งไม่ได้เซ็นสัญญากับกระทรวงพาณิชย์สิงคโปร์ แต่เป็นการเซ็นกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นบริบทใหม่ที่อีกหลายประเทศกำลังมองอยู่ ซึ่งประเทศไทยมีสินค้าอยู่แล้ว แต่ก็มีจำกัด ต้องมาตกลงกันเพื่อที่เราจะได้ล็อกสินค้าไว้ให้ ก็เป็นการยกวิธีเจรจาการค้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ แม้เซ็นสัญญาแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ส่งสินค้าทันที แต่ส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่าข้าวไทยจะไม่มีแล้ว เพราะทำสัญญาขายล่วงหน้าไว้ แบบนี้ราคาก็จะขยับขึ้น

โดยขณะนี้ทีมงานกระทรวงพาณิชย์กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหลาย ๆ สถาบันวิจัยระดับโลก เช่น World Bank, ADB ในการศึกษาโมเดลที่จะดำเนินนโยบาย Food Security Hub ที่เหมาะสม และนอกจากผลิตภัณฑ์ข้าวแล้ว ก็จะมีสินค้าอื่น ๆ ด้วย

รัฐมนตรีพาณิชย์อธิบายว่า เนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่มีใครเคยทำ ดังนั้น เมื่อประเทศไทยจะทำเรื่องนี้ก็ต้องให้ทีมงานหาโมเดลที่ถูกต้องและเหมาะสม ต้องมองภาพรวมในแง่ของ Food Industry ทั้งสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป รวมไปถึงจุดสมดุลของคอนเซ็ปต์ Food Security ที่ดีที่สุด รวมถึงวิธีจัดเก็บเป็นอย่างไร ราคาควรจะเป็นอย่างไร โดยมีโมเดลที่ชัดเจน ซึ่งตั้งเป้าไว้ภายในเดือนธันวาคมนี้โมเดลจะต้องเสร็จ เพื่อที่จะส่งต่อให้กับคนที่จะมาบริหารต่อนำโมเดลนี้ไปใช้ได้ เพราะแม้ว่าทำงานตรงนี้ระยะสั้นแค่ 4 เดือน แต่อยากให้วางรากฐานสำหรับอนาคตในระยะยาวต่อไป

โจทย์เจรจาการค้าสหรัฐ

ส่วนความคืบหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐ “ศุภจี” กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันว่ามาตรการทางภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ จากกรอบข้อตกลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สหรัฐให้อัตราภาษีไทยอยู่ที่ 19% สถานะวันนี้คือมีรายละเอียดในกรอบที่เซ็นไว้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ภาษีอยู่พอสมควรที่ต้องเจรจาให้สัมฤทธิผล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงรายละเอียดของการจัดพิกัด โควตาที่เป็นกรอบที่เจรจากันไว้ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ถ้าเจรจาตรงนี้เป็นไปตามที่ตกลงได้ก็จะทำให้เราสามารถใช้สิทธิภาษี 0% ตามรายการสินค้าที่สหรัฐใส่ไว้ในภาคผนวก 3 (Annex III)

Annex III คือรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีเป็น 0% ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,900 กว่ารายการ ซึ่งถ้าแมตช์รายการในวันนี้เราจะสามารถใช้ได้ประมาณ 800 รายการ แต่ยังมีสินค้าหลายรายการที่ประเทศไทยอยากจะใส่เข้าไปใน Annex III เพื่อที่จะให้มีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมากขึ้น

ส่งจดหมาย USTR ย้ำจุดยืน

“ศุภจี” ยอมรับว่า จากที่ตัวแทนการค้า (USTR) ทำหนังสือแจ้งขอหยุดการเจรจาไว้ก่อน โดยให้ประเทศไทยทำตามข้อตกลง Peace Declaration ปฏิญญาสันติภาพที่เซ็นเอาไว้ ซึ่งต้องบอกว่าจดหมายของ USTR ออกมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยที่นายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศที่ร่วมพูดคุยบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชากับเรื่องเจรจาการค้าไม่น่าจะเอาเข้ามาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แล้วท่านนายกฯก็ขอไปด้วยว่าน่าจะพิจารณาลดหย่อนให้

สิ่งที่เราทำไปแล้วก็คือ ส่งจดหมายไปยังผู้แทนการค้าสหรัฐ ว่าไทยขอให้สนับสนุนเรื่องการเจรจาต่อเนื่อง และยืนยันว่าไทยก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ได้ตามกรอบระยะเวลาเดิมตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ คือภายในสิ้นปีนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้คุยกับผู้แทนการค้า แต่ในส่วนของไทยเองก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี พยายามที่จะให้สินค้าหลาย ๆ ตัวที่เราคิดว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญเข้าไปอยู่ใน Annex III

“สินค้าสวมสิทธิ” สร้างเกมใหม่

“ศุภจี” กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่คุยกับสหรัฐอีกเรื่องคือ “สินค้าสวมสิทธิ” เพราะสหรัฐเข้มงวดมาก ฉะนั้น ต้องมีการกำหนด Local Content ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะยกมาตรฐานการผลิต เพื่อกำหนดให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติต้องใช้ Local Content ของไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในประเทศ ทั้งซัพพลายเชนและแรงงานมากขึ้น

สำหรับข้อกำหนดเรื่องสินค้าสวมสิทธิยังอยู่ในช่วงเจรจา ว่าจะกำหนดสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นแบบเดียวกันทุกประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงกัน

อย่างไรก็ดี มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนไทย เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยหรือต่างชาติที่มาลงทุนในไทย ที่จะผลิตส่งออกไปประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเรามีกฎชัดเจนเรื่องสัดส่วน Local Content ที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติต้องปรับและทำตาม ดังนั้น ก็ถือโอกาสปรับกฎเกณฑ์ ทำให้เกิดการไหลเวียนรายได้ในประเทศมากขึ้น

เป้าหมาย 120 วัน

“ศุภจี” ทิ้งท้ายว่า สำหรับช่วงเวลาการทำงานที่เหลืออยู่ราว 2 เดือน ต้องพยายามวางรากฐานต่าง ๆ ให้ได้ตามแผน เพื่อที่รัฐบาลถัดมาสามารถเดินต่อได้ สิ่งที่ดีคืออย่างน้อยข้าราชการกระทรวงพาณิชย์รู้ว่าเรากำลังทำอะไร กำลังจะส่งต่ออะไร ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคนที่ดูแลนโยบายก็จะสามารถทำตามจากรากฐานที่สร้างไว้เป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

การทำงานใน 120 วัน ของรัฐบาล มีโครงการที่ได้ยินบ่อย ๆ ว่า Quick Big Win กระทรวงพาณิชย์มีทั้งหมด 7 นโยบาย ทั้งหมดราว 20 โครงการ กว่า 80 กิจกรรมที่เป็นตัววัด โดยในทุกสัปดาห์จะมีมาตรวัดว่านโยบายทำได้ตามที่วางไว้หรือไม่ เป็นปฏิทินไปจนจบ 120 วัน โดยจะมีการวัดผลตลอดว่าทำได้ตามเป้าหรือไม่ และจะต้องปรับอะไรระหว่างทางบ้าง