บวรศักดิ์ตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุด ถอดบทเรียนรับมือมหาอุทกภัย ตั้งแต่พยากรณ์-เตือนภัย-เยียวยา นำกรรมการลงดูหน้างานจริง 6 ธ.ค. หวังคนหาดใหญ่นอนหลับสบายใจ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เนื่องจากเกิดเหตุขึ้นแล้วในอดีต จึงอยากสร้างระบบให้ประชาชนหาดใหญ่นอนหลับ ในปีหน้าต้องไม่เกิดเหตุแบบนี้อีก และหากการถอดบทเรียนครั้งนี้ใช้ได้ก็สามารถนำไปใช้ที่อื่นได้ทั้งหมด และเพื่อให้รู้ว่าหากเกิดเหตุขึ้นแบบนี้อีก ใครจะต้องทำอะไรอย่างไร โดยหลังเสร็จการถอดบทเรียนครั้งนี้จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต โดยได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 5 คณะ
1.คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมในการรับภัยจะดูเรื่องพยากรณ์อากาศ วิเคราะห์ว่าจะเกิดอุทกภัยขนาดไหน และจะมีระบบเตือนภัยอย่างไร โดยจะให้เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธาน
2.คณะอนุกรรมการป้องกันและลดผลกระทบดูแลเรื่องการอพยพ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุข และสาธารณูปโภคทั้งหลาย รวมถึงการสื่อสารที่ต้องไม่ให้ล่ม ไม่ใช่ว่ามีแต่ระบบไฟฟ้า แต่ต้องมีระบบไว้แบ็กอัพ โดยให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน
3.คณะอนุกรรมการในภาวะฉุกเฉิน ดูแลเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การขอความร่วมมือจากกองทัพและส่วนราชการทั้งหลาย ซึ่งต้องอาศัยคนที่มีทรัพยากร จึงจะขอให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน
4.คณะอนุกรรมการจัดการหลังเกิดภัย ดูแลการเยียวยา การจัดการขยะ ทำความสะอาด และดูแลสุขภาพจิต โดยจะให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน
5.ชุดประสานงาน โดยผมจะเป็นผู้ดูแลเอง จะดูเรื่องของเอไอและแพลตฟอร์มที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลปัญหาอื่น ๆ ของคณะอนุกรรมการทั้งหมด เพราะหากทุกคนต่างคิดค้นแอปพลิเคชั่นขึ้นมา ประชาชนจะสับสนไม่รู้จะใช้อันไหน แต่หากมีแพลตฟอร์มกลางจะใช้ได้ที่เดียว
นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค.นี้ จะเชิญกรรมการถอดบทเรียนลงไปดูพื้นที่จริงว่า หากปีหน้าน้ำมาเราจะป้องกันอย่างไร และหวังว่างานของคณะกรรมการชุดนี้จะเสร็จภายใน 3 เดือน และเสนอต่อ ครม. เพื่อกำหนดการเตรียมความพร้อมรับมือในอนาคต ให้คนหาดใหญ่สบายใจ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีแผนรับมือภัยพิบัติอยู่แล้ว นายบวรศักดิ์กล่าวว่า เราต้องถอดบทเรียนว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อม และทำไมศูนย์อพยพถึงไม่แน่ชัด พอส่งสัญญาณให้ประชาชนอพยพไปยังที่ปลอดภัย ประชาชนก็ถามว่าที่ไหนคือที่ปลอดภัย โดยจุดที่เป็นจุดบกพร่องเราก็ต้องถอดบทเรียน หรืออย่างเช่นประชาชนบางคนไม่อพยพ เพราะกลัวทรัพย์สินในบ้านหาย ดังนั้นต้องทำให้เขามั่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่หาย ต้องดูทั้งสิ่งที่สำเร็จและเป็นปัญหา
เมื่อถามว่า อะไรคือโจทย์ใหญ่ที่สุดจากการถอดบทเรียนครั้งนี้ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ทั้ง 5 คณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้น คือ โจทย์ใหญ่ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งปัญหามีหลายเรื่อง และคนในพื้นที่ และข้าราชการทำอย่างเต็มที่ โดยวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค.นี้ จะขอพบกับผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และขอประชุมกับเจ้าหน้าที่ สตง.ภาคใต้ว่า ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ความบกพร่องของท่าน อย่าเป็นงานของเรา ทั้งนี้หากไม่ได้เป็นเรื่องของการทุจริต แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็ควรจะเข้าใจสถานการณ์
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาหน้างานที่ดีขึ้นหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ก็อยู่ในข้อเสนอเหล่านี้
เมื่อถามว่าจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะอย่างคลอง ร.1 ก็ใช้มานานแล้ว นายเสรี ศุภราทิตย์ คณะกรรมการถอดบทเรียนฯ กล่าวว่า ในอนุกรรมการทุกชุดที่ตั้งขึ้นมาต้องไปตรวจสอบดูว่า ในแต่ละแผนไม่คิดกิจกรรมอะไรที่สำเร็จหรือเป็นช่องว่าง เช่น ปัญหาเรื่องคลอง ร.1 ก็อยู่ในอนุกรรมการ ชุดที่สองที่ต้องไปดูว่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานรับได้หรือไม่ ก็จะมีคำตอบอยู่ในนั้น
นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ทางคณะกรรมการอาจจะพิจารณาจัดทำเป็นคู่มือสำหรับประชาชน เพื่อให้คำแนะนำว่า หากเกิดสถานการณ์ระดับเบื้องต้น ระดับกลาง หรือระดับอพยพ ประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือจะต้องอพยพไปที่ไหน เช่น จะต้องเตรียมเสื้อชูชีพหรือของยังชีพที่อยู่ได้ 3 วัน รวมถึงต้องมีโซลาร์เซลล์เพื่อสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ในบ้านด้วย
นายบวรศักดิ์ยืนยันว่า จะต้องบูรณาการแก้ไขกฎหมาย เช่น กฎหมาย ปภ. หรือกฎหมายป้องกันภัยพลเรือนก็ดี เช่น รู้ว่าเหตุน่าจะเกิด แต่ประกาศไม่ได้ แบบนี้ก็ควรจะต้องแก้กฎหมาย หรือควรจะมีกฎหมายที่หากเกิดเหตุความจำเป็นในลักษณะแบบนี้ ก็ควรจะมีกฎหมายที่ยกเว้นระเบียบได้ เช่นในเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะให้คณะอนุกรรมการแต่ละชุดรายงานการทำงานทุก 2 สัปดาห์
เมื่อถามว่า คณะกรรมการชุดนี้จะลงพื้นที่ในจังหวัดอื่นด้วยหรือไม่ เพราะยังมีพื้นที่อื่นที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังมา 5-6 เดือนแล้ว นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ผู้ประสบภัยทั่วประเทศมีหลายแห่ง ลักษณะภัยอาจจะคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะน้ำท่วมในบางพื้นที่ชาวบ้านก็รู้ และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต แต่จะกระทบต่อการทำมาหากิน เช่น ทุ่งนา ไร่ หรือสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องดูแล แต่ในกรณีหาดใหญ่ถือเป็นภัยที่ผิดปกติ จึงต้องถอดบทเรียนไว้ใช้ในอนาคต เพราะหากเกิดภัยขึ้นอีก ก็สามารถหยิบคู่มือมาทำตามได้
ด้านนายแก้วสรร อติโพธิ คณะกรรมการถอดบทเรียนฯ กล่าวยกตัวอย่างว่า กรณีของประเทศญี่ปุ่นเกิดอุบัติภัยในลักษณะนี้ ต้องมีการประเมินผลถอดบทเรียน และนำไปปรับปรุงทำให้บ้านเมืองมีความเจริญและเดินไปได้ อย่าไปมองเพียงว่ารัฐบาลหาเสียงหรือแก้ตัว เพราะหากใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำเรื่องนี้ ซึ่งญี่ปุ่นจะออกเป็นปกขาวทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสึนามิ โรงไฟฟ้าปรมาณู หรืออุทกภัยก็ต้องทำหมด ซึ่งงานนี้ผมยินดีจะช่วยและทุกคนก็พร้อมจะช่วย ขณะที่ประชาชนก็ต้องเตรียมตัวด้วย เช่น ประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ก็ต้องมีเสื้อชูชีพติดบ้าน
นายแก้วสรรกล่าวว่า หลังจากนี้ขอให้เลิกตั้งคำถาม เกี่ยวกับเรื่องของจำนวนผู้เสียชีวิต แต่ควรมาคิดว่าเราจะแก้ไขปัญหาได้ดีกว่านี้หรือไม่ เช่น การเตือนภัยล่วงหน้าก่อน 5 ชั่วโมง สามารถทำได้หรือไม่ เป็นเพราะข้อมูลไม่เพียงพอหรือว่าฮาร์ดแวร์ไม่มีหรือไม่ หรือขาดการประสานงาน เราควรจะไปดูในเรื่องของเนื้องาน