นายกฯ เรียก ผบ.เหล่าทัพ ถกด่วนประเมินเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา
นายกรัฐมนตรีเข้าตึกไทยคู่ฟ้า เรียกถกสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ‘ผบ.ทบ.’ สีหน้าเครียด ไม่ตอบคำถามสื่อ ด้าน ‘ผบ.ตร.’ พร้อมเป็นหน่วยหนุนกองหลัง จัด คฝ.-ตชด.ดูแลพื้นที่
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมด่วนฝ่ายความมั่นคง บนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อุกกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.), พลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมด้วย
โดยนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงเวลา 08.41 น. เข้าตึกไทยคู่ฟ้าทันที ขณะที่ ผบ.ทบ.มีสีหน้าเคร่งเครียด โดยไม่ได้ตอบคำตอบผู้สื่อข่าว
ส่วน ผบ.สส.กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ว่า “เดี๋ยวรอผลหลังประชุม”

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในการดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังให้ดูแลเรื่องการจราจร ขณะที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้สั่งให้สนับสนุนกำลังพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการตามปกติอยู่แล้ว
ส่วนการอพยพคนยังเหลือเพียงบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ สำหรับพื้นที่จังหวัดสระแก้วได้มีการเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่การส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อไปเป็นหน่วยสนับสนุน ซึ่งขณะนี้รอรับฟังคำสั่งทางทหาร รวมถึงพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่องช่วงเช้าที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงการปฏิบัติการทางอากาศในการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารในพื้นที่กัมพูชา โดยยึดหลักปฏิบัติความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ
พลอากาศโทจักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังสุรนารี ในการตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ชายแดน และกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
นอกจากนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบว่ามีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย จึงนำไปสู่การใช้กำลังทางอากาศ เพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในระดับที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด
กองทัพอากาศตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ และยังคงยึดมั่นในการดำเนินมาตรการทุกขั้นตอนเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
กองทัพอากาศยืนยันว่าจะปฏิบัติการทางอากาศบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ และจะตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อเอกราช อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้เป้าหมายสูงสุด คือการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น



