คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาสแกมเมอร์แฮกบัตรเครดิตเริ่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เดินทางไปต่างประเทศ หลายคนเจอเหตุการณ์แปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้บัตรที่ไทย แต่กลับมีรายการตัดยอดโผล่ขึ้นมาจากอีกฟากของโลก ความจริงคือ ในหลายประเทศเวลารูดบัตรเครดิตไม่มีการยืนยันตัวตนด้วย OTP แบบที่เราใช้กันในอาเซียน พอรูดปุ๊บ ตัดปั๊บ ไม่มีการเช็กว่าเป็นเจ้าของบัตรจริงหรือไม่ ทำให้ช่องโหว่ในการโจรกรรมเกิดขึ้นง่ายกว่าที่คิด
ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมการใช้บัตรเครดิตยาวนานมาหลายสิบปี ระบบร้านค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคถูกออกแบบมาเพื่อความเร็ว ความสะดวก และความเคยชิน แต่ความคุ้นเคยนี้เองกลับกลายเป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา ระบบความปลอดภัยของการใช้บัตรกลับไม่ได้เข้มข้นกว่าเสมอไป อาเซียนของเรากลับมีมาตรการ OTP ที่ช่วยลดการทุจริตได้มากกว่า ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในตลาดใหม่ ๆ อย่างเรากลับกำลังก้าวข้ามบัตรไปเลย
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรากำลังข้ามบัตรเครดิตไปสู่โลกของ QR Code แบบเต็มตัว เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในจีน WeChat Pay และ Alipay ทำให้คนทั้งประเทศใช้โทรศัพท์มือถือเป็นกระเป๋าสตางค์หลัก สังคมที่แทบไม่แตะเงินสดก็เริ่มไม่แตะบัตรไปพร้อมกันด้วย ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดมากจากธุรกิจที่ผมทำอยู่ใน Pay Solutions เพราะตัวเลขธุรกรรมพร้อมเพย์ที่วิ่งผ่านระบบของเราเติบโตแบบก้าวกระโดด จากประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ขึ้นมาเป็นกว่า 6,000 ล้านบาทภายในปีเดียว นี่คือการเติบโตระดับ 100% ที่ยืนยันว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ร้านค้าหลายแห่งเริ่มหันหลังให้กับบัตรเครดิต เพราะค่าธรรมเนียมบัตรค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับการรับพร้อมเพย์ที่เกือบจะไม่มีต้นทุน อีกทั้งการสแกน QR Code ยังรวดเร็วกว่า ไม่ต้องมีเครื่องรูด ไม่ต้องป้อน PIN และไม่ต้องกลัวบัตรโดนขโมยข้อมูลระหว่างการรูด สิ่งที่ร้านค้าต้องการคือความง่ายและต้นทุนต่ำ ส่วนสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือความสะดวกและความปลอดภัย และ QR Code ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างนี้ได้ครบ
แม้แต่ระบบบัตรเครดิตเองก็พยายามปรับตัว เราเริ่มเห็นเครื่องรูดแบบพกพาที่เดินมารูดถึงโต๊ะ ไม่ใช่ยุคที่พนักงานต้องวิ่งเอาบัตรไปหลังเคาน์เตอร์แล้วกลับมาพร้อมใบเสร็จเหมือนเมื่อก่อน แต่น่าสนใจตรงที่แม้เทคโนโลยีฝั่งบัตรจะพัฒนา แต่ความนิยมกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามพัฒนาการ เพราะผู้ใช้จำนวนมากเริ่มรู้สึกว่ามือถือคือกระเป๋าสตางค์ที่แท้จริง
หากใครใช้ iPhone จะคุ้นเคยกับ Apple Pay และสำหรับ Android ก็จะมี Android Wallet ที่ให้เราเก็บข้อมูลบัตรในเครื่อง แล้วแตะจ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้บัตรจริง ระบบนี้ปลอดภัยกว่า เพราะเป็น Tokenization ไม่ใช่ส่งเลขบัตรจริง ๆ ไป แต่ประเทศไทยยังไม่ได้รองรับการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีนี้สามารถลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลได้มหาศาล
ในอาเซียนเรากลับเดินไปอีกทางหนึ่ง คือโฟกัสที่ QR Cross-Border Payment มากกว่า หลายธนาคารในไทยสามารถนำแอปของตัวเองไปสแกนจ่ายในต่างประเทศได้ทันที ระบบจะคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนให้เห็นแบบเรียลไทม์ สะดวก เร็ว และไม่ต้องกังวลว่าบัตรจะโดนสแกม นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างว่าประเทศในภูมิภาคเรากำลังก้าวสู่โลกชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า มากกว่าที่หลายคนคิด
ในอนาคตโลกของการชำระเงินจะเดินไปในทิศทางที่ อุปกรณ์เป็นศูนย์กลางมากกว่าบัตรเป็นศูนย์กลาง โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นบัตรเครดิต กระเป๋าสตางค์ และธนาคารในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีป้องกันการทุจริตจะไม่ใช่การตรวจสอบหลังการใช้งาน แต่จะถูกออกแบบฝังอยู่ในระบบตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยแบบชีวมิติ ความปลอดภัยฝั่งซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโครงสร้างการตรวจจับความผิดปกติแบบ AI ที่มองเห็นความเสี่ยงก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัวด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน ผมเชื่อว่าการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ คือหัวใจสำคัญที่สุดของอนาคตการชำระเงิน โลกกำลังเดินจากยุคของบัตรไปสู่ยุคของการชำระเงินที่ปลอดภัยกว่า สะดวกกว่า และเป็นโลกที่มือถือเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง เราอาจไม่ได้เลิกใช้บัตรเครดิตทันที แต่แน่นอนว่าเรากำลังก้าวข้ามมันไปเรื่อย ๆ ทีละประเทศ ทีละพฤติกรรม และทีละคลิกของ QR Code