สัมภาษณ์พิเศษ
อุตสาหกรรมมันสำปะหลังปี 2569 เชื่อว่ามีความท้าทายสูง ทั้งเรื่องผลผลิตและความต้องการบริโภค รวมถึงปัจจัยกระทบจากค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย ภาษีตอบโต้การค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลให้ผู้เกี่ยวข้องต้องปรับตัว คิดหากลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของไทย ถึงโอกาสและทิศทางธุรกิจมันสำปะหลัง ภายใต้ความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต
วิกฤตผลผลิตขาลง
ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทย คาดว่าปี 2568 นี้ลดลงมาอยู่ที่ 25 ล้านตัน เทียบกับบางปีที่เคยได้สูงถึง 30 ล้านตัน หรือบางปีที่ทำได้เพียง 22 ล้านตัน โดยมีหลายปัจจัยที่กระทบ เช่น โรคใบด่าง ปัญหาท่อนพันธุ์ที่ต้านทานโรค สภาพภูมิอากาศ ระบบน้ำที่ยังไม่ทั่วถึง ส่วนการนำเข้า ถ้าย้อนไปเมื่อ 30-40 ปี ไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางในการแปรรูปมันสำปะหลังเพื่อการส่งออก แต่ปัจจุบันนำเข้าลดลงจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
“ปีที่แล้วราคามันสำปะหลังลง เพราะเศรษฐกิจจีนไม่ดี ไทยส่งออกไปตลาดจีนถึง 90% พอจีนเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวโพดออกเยอะ ซึ่งมันสำปะหลังกับข้าวโพดเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ มีผลต่อราคามันสำปะหลังของไทย หากจีนมีความต้องการราคาก็จะขึ้น หากจีนมีสินค้าทดแทนราคาก็จะลดลง เมื่อย้อนดูอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่มีการแปรรูปขั้นสูงจริง ๆ ซึ่งกลไกของราคาก็จะวนกันในรูปแบบนี้”
แต่ทั้งนี้ อุตสาหกรรมในประเทศไทยไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมันสำปะหลังเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงแปรรูปเป็นสินค้าขั้นต้น เพื่อการค้าการส่งออก หากต้องการยกระดับอุตสาหกรรมก็ต้องสนับสนุนให้สร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่อง อย. ติดเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบที่ยังไม่เอื้ออำนวย ขณะที่ต่างประเทศไปไกลแล้ว ส่วนไทยยังเติบโต้ช้า เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรต้องเข้ามาดูแลช่วยพัฒนาอย่างจริงจัง
ปัญหาท่อนพันธุ์ยังเรื้อรัง
ขณะนี้มีปัญหาเรื่องท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสูงมาก แม้จะมีการพัฒนาพันธุ์ต้านทาน อิทธิ 1 อิทธิ 2 อิทธิ 3 และพันธุ์ที่ทนทาน พันธุ์ระยองออกมาแล้ว แต่พันธุ์นี้ก็ยังติดโรคได้ ต่างจากพันธุ์ต้านทาน การเกิดโรคน้อยมาก แต่ก็ยังไม่ได้ถูกกระจายให้กับเกษตรกรได้เพาะปลูกมากนัก และหากจะต้องการแก้ปัญหาและช่วยเกษตรกรอย่างยั่งยืน จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่ต้านทานโรค
ล่าสุดพบว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้มีการประชุมไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปีจะต้องกระจายการเพาะปลูกมันสำปะหลังที่ต้านทานโรค เพื่อลดปัญหาโรคใบด่าง แต่ก็ยังพบว่า มีเรื่องของโรคโคนเน่าด้วยที่กระทบต่อผลผลิตซึ่งมาจากน้ำ ซึ่งจะหนักกว่าโรคใบด่าง โดยทำให้ผลผลิตเสียหาย
“โรคใบด่างหากระบบชลประทานของไทยดี ก็ยังสามารถมีผลผลิตออกมาได้ ไม่ต้องรอฝน แต่ก็ยังติดว่าไทยยังมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง”
ปิดด่านดันราคาหัวมันเพิ่ม
ประเทศไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา กันพูชา สปป.ลาว ซึ่งปัจจุบันก็พบปัญหาอยู่บ้าง ในกรณีมันสำปะหลังจากกัมพูชา การปิดด่านเป็นผลดีต่อราคาในประเทศ แต่ในมุมของโรงงานก็อาจจะมีผลกระทบบ้าง เรื่องของกำลังการผลิต เพราะมันสำปะหลังอาจจะไม่เพียงพอ เพราะเราเป็นโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังเป็นแป้งมัน มันเส้น เพื่อการส่งออกไปทั่วโลก
ทั้งนี้ เมื่อดูการซื้อ-ขายมันสำปะหลังในตลาดจะพบว่า ราคาหัวมันในประเทศปรับขึ้น เพราะโรงงานแป้งมันสำปะหลังมีการแย่งซื้อ เพราะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาก่อนหน้า ก็จำเป็นจะต้องหาวัตถุดิบเพื่อผลิตแป้งมันส่งออก แต่เมื่อดูราคาแป้งมันในตลาดแล้ว โดยเฉพาะเวียดนามจะพบว่าต่างจากประเทศไทย 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพราะว่ามันกัมพูชาไหลเข้าเวียดนาม และจีนก็กดราคา เพราะไม่มีมันสำปะหลังไทยเข้ามาสร้างสมดุลในตลาด
อย่างไรก็ดี การปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเราก็ปรับตัวตลอดเวลา โดยการเพิ่มมูลค่าของสินค้ามันสำปะหลัง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความท้าทายในปัจจุบัน แต่เราก็ปรับกลยุทธ์มามุ่งทำสินค้าป้อนลูกค้าแบบเจาะกลุ่ม หรือผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้า ส่วนตลาดเดิมก็ยังคงรักษาไว้ ต่างจากอดีตที่เน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุน แต่ตอนนี้ไม่แล้วเพราะความต้องการมีปัญหา
ขอรัฐหนุนเอทานอล
ส่วนอุตสาหกรรมเอทานอลในประเทศไทย ต้องยอมรับว่ามีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐยังไม่ชัดเจนเรื่องนโยบาย ถ้าเทียบกับต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เวียดนาม ที่ใช้ E10 หรือฟิลิปปินส์ เป็นต้น โดยส่วนตัวเข้าใจว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการผลักภาระให้กับประชาชน ขณะที่กองทุนน้ำมันฯเองก็อยู่ในภาวะติดลบ แต่หากดูจากข้อมูล ไม่ได้เกิดจากการใช้ Bio Fuel แต่เกิดจาก LNG อย่างไรก็ดี Bio Fuel จากมันสำปะหลังที่นำไปผสมกับเชื้อเพลิง เป็นพลังงานที่ช่วยโลก ลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลายประเทศก็มีนโยบายสนับสนุนทางนี้
“บริษัทเองก็ต้องปรับตัว เรามองไปตลาดส่งออกให้มากขึ้น เน้นสินค้ามูลค่าสูง ลดต้นทุนเราให้ได้ ซึ่งอดีตเราทำตลาดในประเทศ 100% แต่อนาคตเราจำเป็นต้องเพิ่มการส่งออกไปต่างประเทศ เปิดตลาดใหม่ให้ได้ 10-20% จากปัจจุบัน”
ปัจจุบันความต้องการใช้เอทานอลในประเทศนั้น ลดลงตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า จากวันละ 4 ล้านลิตร มาอยู่ที่ 3.2 ล้านลิตร ซึ่งการจะผลักดันมันสำปะหลังไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมยา ซึ่งมีโอกาสมาก แต่มีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ดำเนินการยังมีอุปสรรคอยู่ หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนก็เชื่อว่า เอทานอลของไทยจะยังไปได้ไกล และเกษตรกรในประเทศจะได้ไม่พึ่งพาแค่ตลาดมันเส้น แป้งมัน เพียงอย่างเดียว
คู่ค้าสหรัฐปรับตัวรับภาษีทรัมป์
เรามีการส่งออกไปสหรัฐประมาณ 20-30% ซึ่งก็ต้องติดตามเรื่องของการเจรจาภาษีสหรัฐอย่างใกล้ชิด มีการพูดคุยกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปจากเดิม ตั้งแต่มีเรื่องของภาษีสหรัฐ โดยจะทยอยสั่งซื้อ ไม่ได้ซื้อครั้งเดียว หรือสั่งซื้อปีละครั้งอย่างในอดีต ทำให้ปัจจุบันการสั่งซื้อก็ชะลอลง ไม่ค่อยมีการซื้อล่วงหน้าทีละเยอะ ๆ
ส่วนแนวโน้มภาษีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ก็มองว่าต้องติดตาม เพราะอาจจะได้รับการลดภาษีลง แต่ก็ต้องดูเป็นรายสินค้า ซึ่งก็อาจจะทำให้การส่งออกดีขึ้น อย่างไรก็ดี ในภาพของบริษัทแล้ว ตลาดแป้งมันสำปะหลังยังคงเติบโต มีกำไรดีขึ้น จากการบริหารต้นทุน ติดตามเรื่องของภาษีสหรัฐทำให้เราเจรจาคู่ค้าพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดีและตลาดยังมีความต้องการ ประกอบกับการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่เรามุ่งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ
แต่ยังมีผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้กระทบต่อราคาและรายได้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะเข้ามาดูแล